รู้ก่อนวางแผน > เงินทองต้องวางแผน > เงินคืนภาษีรถยนต์คันแรก ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
เงินคืนภาษีรถยนต์คันแรก ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด 
           ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป กรมสรรพสามิตจะเริ่มทยอยคืนภาษีให้กับผู้ขอใช้สิทธิ์รถยนต์คันแรกตามนโยบายของภาครัฐซึ่งได้กำหนดไว้ว่า ผู้ที่สามารถใช้สิทธิฯ จะต้องไม่เคยครอบครองรถยนต์มาก่อน เป็นรถเก๋งขนาดเครื่องไม่เกิน 1,500 ซีซีหรือรถกระบะเท่านั้น และจะต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย โดยที่ผู้ซื้อจะต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี และจากนโยบายนี้ทำให้หลายคนตัดสินใจซื้อรถโดยไม่ได้ตรวจสอบความสามารถในการผ่อนชำระของตนเองให้รอบคอบ จนประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง มีเงินไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมัน หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อได้รับเงินภาษีคืนมาควรจะนำมาวางแผนการใช้เงิน เพื่อให้เงินนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนจะนำไปใช้อย่างไรก็อาจจะขึ้นอยู่กับแผนการเงินของแต่ละบุคคล เช่นบางคนอาจนำเงินนั้นไปชำระค่าผ่อนรถต่อ ชำระหนี้อื่นที่มี ซื้อสินค้าตามที่ต้องการ เก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือนำเงินไปลงทุน เป็นต้น หากใครยังไม่ได้คิดว่าจะนำเงินไปทำอะไรดี ลองวางแผนการใช้จ่ายดังนี้

            1.นำเงินมาชำระหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคอย่างหนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมักจะเป็นแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง จึงควรชำระหนี้ในส่วนนี้ก่อนเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายจากดอกเบี้ย หลังจากนั้นจึงค่อยทยอยจ่ายชำระหนี้ประเภทอื่นในลำดับถัดไป

หนี้ลำดับถัดมาที่ควรนำเงินมาชำระคือ หนี้บ้าน เพราะดอกเบี้ยบ้านเป็นแบบลดต้นลดดอก เมื่อเราชำระเงินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ จะทำให้เงินต้นลดลง โดยเมื่อนำมาคิดดอกเบี้ยก็จะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายน้อยลงไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากกู้เงินซื้อบ้าน 1,000,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา 60 เดือน ก็จะชำระหมด แต่หากนำเงิน 100,000 บาท มาชำระคืนเงินต้นจะทำให้เหลือระยะเวลาเพียง 53 เดือน เท่ากับลดช่วงเวลาการจ่ายเงินไปได้ถึง 7 เดือน หรือประหยัดดอกเบี้ย 40,000 บาท โดยประมาณ

(เป็นการประมาณการเบื้องต้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 7% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 60 เดือน)

สำหรับใครที่อยากชำระงวดรถที่ค้างอยู่นั้น ควรทำการพิจารณาเลือกระหว่างดอกเบี้ยจ่ายกับผลตอบแทนหากเรานำเงิน 100,000 บาทนั้นไปลงทุน เนื่องจากดอกเบี้ยของรถนั้นเป็นแบบคงที่ กล่าวคือ แม้มีการชำระคืนเงินต้นแล้วแต่ดอกเบี้ยจ่ายยังคงถูกคิดจากยอดกู้ในครั้งแรก ดังนั้นไม่ว่าเราจะชำระหนี้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ดอกเบี้ยจ่ายก็ยังคงเท่าเดิม แต่หากต้องการปิดบัญชีเช่าซื้อรถ ก็สามารถติดต่อบริษัทผู้ให้สินเชื่อ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะลดอัตราดอกเบี้ยคงค้างให้ครึ่งหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น หากกู้เงินซื้อรถยนต์ 200,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 8,750 บาท เป็นระยะเวลา 24 เดือน เมื่อต้องการชำระคืนเงินกู้ทั้งหมดหรือปิดบัญชีเมื่อผ่อนชำระครบ 1 ปี จะมีดอกเบี้ยคงค้างอีกประมาณ 5,000 บาท โดยส่วนใหญ่บริษัทผู้ให้สินเชื่อจะลดดอกเบี้ยให้ 50% เหลือ 2,500 บาท พร้อมเงินต้นอีกประมาณ 100,000 บาทที่ต้องชำระเพิ่ม หรือประหยัดไปได้แต่เพียง 2.5% (2,500/100,000) ดังนั้นถ้าหากผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า 2.5% ควรเลือกนำเงิน 100,000 บาท ไปลงทุนมากกว่า

 

 (เป็นการประมาณการเบื้องต้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่  2.5% ต่อปี)

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกระหว่างชำระหนี้บ้านหรือหนี้รถนั้น ก็ควรเลือกชำระหนี้บ้านก่อน เพราะจะได้รับประโยชน์จากการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

2.สำรองสภาพคล่อง หรือที่เรียกว่าสำรองเงินเผื่อกรณีฉุกเฉิน บางครั้งเราอาจจะตั้งเป้าหมายการออมเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จำเป็นต้องใช้เงินกลับต้องไปกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเฉพาะหน้าจนกลายเป็นหนี้ ดังนั้นเงินที่ได้รับมาหลังจากที่นำไปชำระหนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลเรียบร้อยแล้ว ควรนำมาสำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เงินส่วนนี้ควรเก็บออมในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อความสะดวกในกรณีฉุกเฉิน เช่น เงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งช่วยให้เงินของเราเพิ่มค่ามากขึ้นด้วย

3.ลงทุน หรือที่เรียกว่านำเงินมาต่อเงินนั่นเอง หลังจากที่ชำระหนี้สินและมีเงินสำรองสภาพคล่องแล้วเราสามารถนำเงินส่วนที่เกินจากนี้มาสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น โดยหากเรานำเงินไปลงทุนและไม่มีการถอนเงินมาใช้ ยิ่งเวลาผ่านไปผลตอบแทนจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามทฤษฏีอัตราดอกเบี้ยทบต้น เช่น หากในวันนี้ลงทุนด้วยอัตราผลตอบแทน 5% ต่อปี เมื่อสิ้นปีที่ 15 เงิน 100,000 บาท ที่เราได้รับมาจะเพิ่มเป็น 207,893 บาท หรือประมาณ 2 เท่า และถ้าผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น มูลค่าของเงินลงทุนก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงก็มักจะมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ดังนั้นเราควรเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง

อย่าปล่อยให้เงินคืนภาษีรถคันแรกที่เราได้รับมานั้นสูญเปล่า โดยเฉพาะผู้ที่กำลังประสบปัญหาด้านสภาพคล่องควรนำเงินนั้นมาแก้ไขปัญหาการเงินอย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นจากการชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเกินจริง จัดเตรียมเงินออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน และสุดท้ายสร้างความมั่งคั่งด้วยการเริ่มต้นการลงทุน แม้ว่าเงิน 100,000 บาท อาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่หากเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างถูกวิธี เงินจำนวนนี้จะมีประโยชน์มากกว่ามูลค่าเงิน 100,000 ของตัวมันเอง

วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555
โดย เสาวนีย์  พงษ์เสนีย์

ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล  ธนาคารกสิกรไทย

 
Share
 
 
เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป
  ดูทั้งหมด 
หนึ่งล้านแรกในชีวิต ฝันของใครหลายคน
วางแผนการเงิน... ง่ายนิดเดียว
เงินฝากทวีทรัพย์
Mutual Fund
Bancassurance