การกระจายความเสี่ยงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุน ผ่านการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทซึ่งมีความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนในทิศทางที่ตรงข้ามกัน การกระจายความเสี่ยงจะช่วยปกป้องมูลค่าการลงทุนให้ท่านได้ขณะที่ตลาดปรับตัวลดลงเนื่องจากราคาหลักทรัพย์ไม่ได้ปรับลดลงพร้อมกันหมดทุกรายการ ในทางตรงกันข้าม หากตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยง ก็อาจได้รับผลตอบแทนที่ต่ำเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนสถาบันนั้นจะมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เนื่องจากมีปริมาณเงินที่ใช้ในการลงทุนค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีการจัดพอร์ตการลงทุนซึ่งให้ผลตอบแทนสูงสุด ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีความจำเป็น
ผู้ที่มีชื่อเสียงทางด้านการลงทุน รวมทั้งเป็นอดีตผู้จัดการกองทุนต่างประเทศที่ชื่อว่า “Fidelity Magellan Fund” อย่างปีเตอร์ ลินซ์เคยกล่าวไว้ว่า “คนส่วนใหญ่ควรเลือกให้ความสนใจลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท ขณะที่ผู้จัดการกองทุนจะถูกบังคับให้กระจายความเสี่ยงโดยปริยาย” การถือหุ้นในจำนวนที่มากเกินไปทำให้เสียโอกาสในการดูแล และติดตาม ซึ่งตรงกับที่วอร์เรน บัฟเฟต กล่าวไว้ว่า “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงจะต้องกระจายลงทุนในหุ้นมากถึง 20 บริษัท แทนการเลือกลงทุนในหุ้นที่ดีที่สุดเพียงไม่กี่ตัว” นอกจากนี้ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “Rich Dad Poor Dad” ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่ว่า “นักลงทุนที่มีเวลาติดตาม (Active investors) ควรเลือกลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตาม (Passive investors) ควรเลือกกระจายความเสี่ยงแทน”
กระนั้น ไม่ได้หมายความว่าให้คุณเลือกลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท ประเด็นสำคัญมี 2 องค์ประกอบคือ เข้าใจในสิ่งที่ลงทุน และมีความอดทนในการลงทุน วิธีการลงทุนนี้เรียกว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investing) เป็นวิธีที่วอร์เรน บัฟเฟต และนักลงทุนท่านอื่น ๆ ซึ่งให้เวลาติดตามการลงทุนใช้กัน โดยมีความคิดว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพ โดยนักลงทุนจะได้รับข้อมูลไม่เท่าเทียมกันทุกคน ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทในตลาดอาจไม่ได้สะท้อนปัจจัยของข้อมูลดังกล่าวอย่างครบถ้วน ดังนั้น นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investor) จึงวิเคราะห์ และลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (เป็นการเข้าใจในสิ่งที่ลงทุน) และ ลงทุนระยะยาวราวกับว่าเป็นเจ้าของบริษัทจนราคาปรับเพิ่มขึ้นมาสู่ราคาซึ่งสะท้อนปัจจัยข้อมูลรอบด้าน (มีความอดทนในการลงทุน)
ต้องขอเน้นว่าการกระจายความเสี่ยงไม่ได้เป็นวิธีที่ผิด สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์ หรือมีประสบการณ์ด้านการลงทุนน้อย ยังคงแนะนำให้กระจายความเสี่ยงโดยลงทุน ผ่านการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี (Index fund), ลงทุนในกองทุน ETF ประเภทหุ้น ที่มีการกระจายการลงทุนในหุ้นในสัดส่วนเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือลงทุนในกองทุนผสมที่มีระดับความเสี่ยงสอดคล้องกับระดับที่คุณยอมรับได้
สรุปแล้ว การกระจายความเสี่ยงเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือมีเวลาติดตามสถานการณ์ลงทุนไม่มาก แต่มีความสำคัญน้อยสำหรับนักลงทุนที่รู้และเข้าใจสถานการณ์ว่ากำลังลงทุนในอะไรอยู่
โดย : วสุ ศรีธิมาสถาพร, CFP ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย