ออมเงินและลงทุน > เลือกลงทุนให้เหมาะกับคุณ > ลงทุนทองคำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด
ลงทุนทองคำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด 
          ในปี 2554 ที่เพิ่งผ่านไป การลงทุนทองคำนับว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยอัตราผลตอบแทนจากราคาทองคำ London AM Fix ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 17.74% และยังคงเป็นรูปแบบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่นักลงทุนหลายคนกลับพบกับภาวะขาดทุน หรือได้รับผลตอบแทนที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ เราจึงมีคำแนะนำดีๆ เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนทองคำได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นค่ะ

            กำหนดระยะเวลาการลงทุนให้ชัดเจน

            ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่ในตลาดทองคำ เนื่องจากคาดหวังว่า ตนเองจะสามารถสร้างกำไรจากการลงทุนทองคำได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2554 ที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสู่ระดับ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้หลายคนเข้าซื้อทองคำ เพราะคาดหวังว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน (ณ 8 ธันวาคม 2554) ราคาทองคำยังคงไม่สามารถเพิ่มขึ้นสู่ระดับดังกล่าวได้ นักลงทุนระยะสั้นส่วนหนึ่งจึงต้องถือลงทุนทองคำต่อไป และกลายสภาพจากนักเก็งกำไรเป็นนักลงทุนระยะยาวแบบจำใจ

            ขณะเดียวกัน นักลงทุนบางกลุ่มลงทุนทองคำด้วยจุดประสงค์ต้องการถือลงทุนระยะยาว เพื่อเป็นเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณหรือเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน แต่เมื่อเห็นราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลับเอาทองคำที่ตั้งใจถือลงทุนระยะยาวมาขายทำกำไร โดยคิดว่าจะซื้อทองคำกลับคืนเมื่อราคาปรับลดลง แต่ราคาทองคำกลับไม่อ่อนตัวลงสู่ราคาที่ต้องการซื้อ ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งใจไว้ได้

            ดังนั้น ผู้ลงทุนทองคำควรมีการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนอย่างชัดเจนว่า ต้องการลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว เพื่อให้สามารถเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้

            เลือกเครื่องมือการลงทุนให้เหมาะสม

            เครื่องมือในการลงทุนทองคำมีหลากหลาย ตั้งแต่ ทองคำแท่ง กองทุนทองคำ Gold ETF และ Gold Futures โดยนักลงทุนแต่ละคนเหมาะกับรูปแบบการลงทุนทองคำที่แตกต่างกัน แต่เลือกเครื่องมือลงทุนไม่เหมาะกับตนเอง ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนทองคำได้ในระดับสูง

            สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ขอแนะนำให้เลือกลงทุนใน Gold ETF และ Gold Futures โดย Gold ETF คือ กองทุนทองคำที่นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ ช่วยให้ทราบราคาทองคำที่ซื้อขายได้ทันที และมีความสะดวกในการซื้อขาย เนื่องจากสามารถซื้อขายผ่านอินเทอร์เนท หรือโทรส่งคำสั่งซื้อขายเหมือนการซื้อขายหุ้น ส่วน Gold Futures เป็นการซื้อขายทองคำล่วงหน้าในตลาดอนุพันธ์ นักลงทุนสามารถทำกำไรทั้งในช่วงราคาทองคำเป็นขาขึ้นและขาลง  อย่างไรก็ตาม การลงทุน Gold Futures เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการลงทุนทองคำทั้ง 4 ประเภท เนื่องจาก หากนักลงทุนคาดการณ์ราคาทองคำผิดทิศทาง เช่น ซื้อสัญญาทองคำ (คาดว่าราคาจะปรับขึ้น) แล้วราคาทองคำกลับอ่อนตัวลง นักลงทุนมีโอกาสถูกเรียกเงินหลักประกันเพิ่ม ซึ่งจะต้องเพิ่มเงินลงทุน ดังนั้น ผู้ลงทุน Gold Futures จะต้องติดตามราคาและข้อมูลเกี่ยวกับทองคำอย่างใกล้ชิด

            ส่วนนักลงทุนระยะยาว เครื่องมือในการลงทุนทองคำที่เหมาะสมคือ กองทุนทองคำที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล กองทุนทองคำส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีนโยบายลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งลงทุนในทองคำแท่ง จุดเด่นของกองทุนทองคำที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลคือ ความปลอดภัยในการเก็บรักษา และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนระหว่างการลงทุน ทั้งนี้ กองทุนทองคำอาจไม่เหมาะกับการลงทุนระยะสั้นมากนัก เนื่องจากขณะที่ซื้อขายกองทุน ผู้ลงทุนจะยังไม่ทราบราคาทองคำที่ซื้อขาย โดยจะทราบราคาทองคำ ณ สิ้นวัน หรือในวันทำการถัดไป ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน ส่งผลให้การเก็งกำไรทำได้ยากกว่าการลงทุนใน Gold ETF หรือ Gold Futures ส่วนการลงทุนทองคำแท่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยนั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวเช่นกัน และต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ผู้ลงทุนอาจพบความยุ่งยากในการเก็บรักษาทองคำได้

            จัดกลยุทธ์ให้ตรงกับระยะเวลาการลงทุน

            กลยุทธ์การลงทุนทองคำสำหรับนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาวมีความแตกต่างกัน โดยนักลงทุนระยะสั้นซึ่งเน้นการเก็งกำไร ควรมีการกำหนดจุดซื้อและจุดขายทองคำที่ชัดเจน รวมทั้งต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด เช่น หากราคาทองคำปรับลดลงสู่ระดับต่ำกว่าต้นทุนมายังระดับราคาที่กำหนดไว้เพื่อขายตัดขาดทุน นักเก็งกำไรที่มีวินัย จะขายทองคำที่ราคาดังกล่าว เพื่อให้มีเงินลงทุนในการเก็งกำไรครั้งใหม่ต่อไป นักลงทุนระยะสั้นควรศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพื่อช่วยให้ทราบจุดซื้อและจุดขายที่เหมาะสม ส่วนนักลงทุนระยะยาว ขอแนะนำให้ซื้อลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) ซึ่งเป็นการซื้อทองคำสม่ำเสมอทุกเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กัน จะเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนและช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนทองคำได้

            การลงทุนทองคำไม่ใช่เรื่องยาก หากผู้ลงทุนสามารถเลือกเครื่องมือในการลงทุนและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับระยะเวลาการลงทุน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนควรมีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มราคาทองคำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

โดย : ปานตา ฉัตรมาศ, CFP
ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล  ธนาคารกสิกรไทย

 
Share
 
 
เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป
  ดูทั้งหมด 
หนึ่งล้านแรกในชีวิต ฝันของใครหลายคน
วางแผนการเงิน... ง่ายนิดเดียว
เงินฝากทวีทรัพย์
Mutual Fund
Bancassurance