เลือกแบบประกันชีวิตอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง 
“การทำประกันชีวิตจะเกิดประโยชน์คุ้มค่า หากเลือกรูปแบบประกันได้เหมาะกับตัวเอง”
– K-Expert -

 


      เมื่อพูดถึงการคุ้มครองความเสี่ยง หลายๆ คนคงนึกถึงประกันชีวิต เพราะถ้ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับตัวผู้ทำประกัน ครอบครัวหรือคนข้างหลังจะได้รับเงินชดเชยจากประกัน ช่วยให้ใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่ลำบากนัก และเชื่อว่าหลายๆ คนก็รู้ถึงประโยชน์ของประกันชีวิตในข้อนี้เป็นอย่างดี แต่จำนวนคนไทยที่ทำประกันชีวิตก็ยังถือว่าน้อย เพราะจากข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทย ณ สิ้นปี 2557 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 65 ล้านคน โดยมีจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีผลบังคับอยู่ที่ 19 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 30% ของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งตัวเลข 30% นี้อาจไม่ได้หมายความว่า คนไทย 100 คน จะมีจำนวนคนที่มีประกันชีวิตถึง 30 คนนะคะ เพราะคนที่ทำประกันชีวิตอาจมีบางคนมีประกันชีวิตมากกว่า 1 ฉบับ ทำให้จำนวนคนไทยที่มีความคุ้มครองจากประกันชีวิตน้อยกว่า 30% เรียกได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่ไม่มีความคุ้มครองจากประกันชีวิต ดังนั้น เมื่อรู้ว่าประกันชีวิตช่วยคุ้มครองครอบครัวได้ จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการทำประกันนะคะ อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิตก็มีหลายรูปแบบ ซึ่งการทำประกันชีวิตจะให้ผลดีต่อตัวผู้ทำก็ต่อเมื่อเราเลือกแบบประกันได้อย่างเหมาะสม แล้วประกันชีวิตรูปแบบไหนที่เหมาะกับตัวเรา K-Expert มีคำแนะนำมาฝากค่ะ


      ทำไมควรเลือกประกันชีวิตให้เหมาะสม
      ต้องบอกว่าประกันชีวิตมีหลายรูปแบบ หากทำโดยไม่ได้พิจารณาให้ดี อาจไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำประกันชีวิตก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อยากทำประกันเพื่อคุ้มครองครอบครัว ซึ่งควรทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพราะเบี้ยไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับทุนประกันหรือความคุ้มครองที่ได้รับ แต่ถ้าเลือกทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เบี้ยจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับความคุ้มครอง โดยถ้าทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ให้มีความคุ้มครองเท่ากับประกันชีวิตแบบตลอดชีพ จะต้องจ่ายเบี้ยที่สูงขึ้นหลายเท่าตัวจนอาจจ่ายไม่ไหว หรือไม่ก็ต้องลดความคุ้มครองลงมา อาจทำให้การทำประกันไม่เกิดประโยชน์เต็มที่ ดังนั้น การเลือกรูปแบบประกันชีวิตให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ


      ประกันชีวิตมีแบบไหนบ้าง
      ก่อนจะเลือกแบบประกันชีวิตได้นั้น ก็ต้องรู้ก่อนว่าประกันชีวิตมีกี่แบบ แล้วแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไร ซึ่งประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็น 5 รูปแบบหลักๆ ด้วยกัน ดังนี้
      - แบบชั่วระยะเวลา เป็นประกันชีวิตที่จ่ายเบี้ยต่ำ แต่ให้ความคุ้มครองสูง ซึ่งเรามักเจอประกันรูปแบบนี้ในลักษณะของประกันคุ้มครองหนี้สิน เช่น หนี้สินเชื่อบ้าน โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์ เมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนด แต่หากมีชีวิตอยู่เลยจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ ก็จะไม่ได้รับเงินคืน
      - แบบตลอดชีพ เป็นประกันชีวิตที่เน้นความคุ้มครองเป็นหลัก ขณะที่เบี้ยไม่สูงนัก โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิต หรือจ่ายให้ผู้ทำประกันเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เช่น 80, 90 หรือ 99 ปี
      - แบบสะสมทรัพย์ เป็นประกันชีวิตที่เราคนไทยคุ้นเคย และนิยมทำมากที่สุด โดยมีการกำหนดระยะเวลาที่จะได้รับเงินคืน เช่น 10 ปี 15 ปี 25 ปี ซึ่งประกันรูปแบบนี้จะเน้นเรื่องของการได้รับเงินคืนมากกว่าเน้นความคุ้มครอง
      - แบบบำนาญ เป็นประกันชีวิตที่บริษัทจะเริ่มจ่ายเงินเมื่อผู้ทำประกันมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด และจ่ายนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนงวดหรืออายุผู้ทำประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น เริ่มจ่ายเงินทุกปีเมื่อผู้ทำประกันมีอายุครบ 60 ปี และจ่ายจนถึงอายุ 90 ปี
      - แบบควบการลงทุน แบ่งเป็น 2 แบบประกัน คือ
แบบที่ 1 ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) คือ ประกันชีวิตที่แยกส่วนความคุ้มครอง และส่วนการลงทุนอย่างชัดเจน โดยผู้ทำประกันจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่น้อยกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำที่บริษัทได้รับรองไว้
แบบที่ 2 ยูนิตลิงค์ (Unit linked) เป็นแบบประกันที่เบี้ยประกันจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 สำหรับความคุ้มครองตามที่กำหนดในกรมธรรม์ ส่วนที่เหลือสำหรับการลงทุน โดยบริษัทประกันจะนำเบี้ยหรือเงินส่วนนี้ไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนที่ผู้ทำประกันเลือกไว้ ซึ่งไม่ได้มีการรับประกันผลตอบแทนจากเงินลงทุนในส่วนนี้

 

      เลือกประกันชีวิตอย่างไรที่ใช่กับเรา
      เมื่อเรารู้แล้วว่า ประกันมีแบบไหนบ้าง ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ต้องการทำประกันชีวิตเพื่ออะไร เช่น คุ้มครองครอบครัวหรือมีมรดกทิ้งไว้ให้ลูกหลาน เป็นทุนการศึกษาของลูก หรือสะสมเงินไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ เป็นต้น ซึ่งต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า การทำประกันชีวิตจะเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็ต่อเมื่อเราเลือกแบบประกันได้เหมาะสมกับความต้องการในการทำประกันนั่นเองค่ะ
      ผู้ที่เป็นเสาหลักครอบครัว หรือมีผู้ในอุปการะที่ต้องดูแล หากต้องการสร้างหลักประกันความมั่นคง หรือมีมรดกทิ้งไว้ให้ครอบครัว ก็จะเหมาะกับประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพราะบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เมื่อเราเสียชีวิต ซึ่งควรทำทุนประกันเท่าไรนั้น แนะนำว่าควรมีอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี เพื่อให้มั่นใจว่า วันที่เราจากไป ครอบครัว หรือคนที่เรารักจะใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อนมากนัก
      สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการวางแผนการศึกษาของลูก การทำประกันจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าลูกจะได้รับการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งจะเหมาะกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ โดยเลือกระยะเวลาที่จะได้รับเงินคืนจากประกันให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่จะใช้เงินเพื่อเป็นค่าเทอมหรือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก 

      ส่วนผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณ มีเงินใช้จ่ายเมื่อไม่มีรายได้จากงานประจำแล้ว ประกันชีวิตที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการ คือ แบบบำนาญ และแบบสะสมทรัพย์ โดยประกันชีวิตแบบบำนาญจะเหมาะกับผู้ที่อยากได้รับเงินเป็นรายงวด มีเงินเข้ามาให้ใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอแบบตอนที่ทำงานประจำรับเงินเดือน ส่วนประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์จะเหมาะกับผู้ที่อยากได้รับเงินก้อน แล้วสามารถบริหารจัดการเงินก้อนนี้สำหรับใช้จ่ายในอนาคตด้วยตัวเอง โดยเลือกระยะเวลาที่จะได้รับเงินก้อนเมื่อครบสัญญาให้ใกล้เคียงกับช่วงอายุเกษียณที่เราวางแผนไว้ เช่น วางแผนเกษียณในอีก 25 ปี ก็เลือกประกันแบบสะสมทรัพย์ที่มีระยะเวลาคุ้มครองหรือได้รับเงินก้อนคืนในอีก 25 ปีข้างหน้า เป็นต้น
       นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิต พร้อมรับผลตอบแทนจากเงินหรือเบี้ยประกันที่จ่ายไปด้วยนั้น ประกันชีวิตแบบควบการลงทุนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ เพราะเบี้ยส่วนหนึ่งจะจ่ายเพื่อรับความคุ้มครองชีวิต อีกส่วนหนึ่งจะถูกนำไปลงทุน โดยถ้าต้องการรู้ผลตอบแทนขั้นต่ำที่จะได้รับจะเหมาะกับแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ แต่ถ้าคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยรับความเสี่ยงหรือโอกาสขาดทุนได้ ประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ก็จะตอบโจทย์ความต้องการได้ค่ะ


      สิ่งสำคัญในการทำประกันชีวิตคือ พิจารณาว่าเราต้องการทำประกันเพื่อวัตถุประสงค์ใด เนื่องจากประกันชีวิตมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีเงื่อนไขและให้ความคุ้มครองชีวิตที่แตกต่างกัน การศึกษาถึงรายละเอียดของประกันแต่ละรูปแบบจึงมีความสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถเลือกรูปแบบประกันชีวิตได้เหมาะกับตัวเอง