ประกันกับการทำงาน 

“ก่อนเลือกทำประกัน ควรพิจารณาความคุ้มครองที่ต้องการ

ความสามารถที่จ่ายไหว ภาษีที่ประหยัดได้ และรูปแบบประกันที่เหมาะสม" 

- K-Expert -

 

 

      จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการทำประกันกันมากขึ้น สังเกตได้จากตัวเลขกรมธรรม์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ประกันไม่เพียงแต่จะให้ความคุ้มครองทันทีในกรณีที่เกิดสถานการณ์ “เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน” เท่านั้น ประกันยังช่วยปกป้องดูแลคนในครอบครัวที่คุณรัก หากคุณจากไปก่อนเวลาอันควร โดยหากมั่นใจว่ามีรายรับ มีความมั่งคั่งเพียงพอเพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และสามารถใช้สวัสดิการจากบริษัทได้อย่างเพียงพอ การซื้อประกันเพิ่มเติมอาจไม่มีความหมาย แต่หากพิจารณาแล้วพบว่าไม่เพียงพอ การทำประกันคุ้มครองความเสี่ยงเพิ่มเติมถือเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งการทำประกันนั้นมีปัจจัยต้องพิจารณาดังนี้

 

พิจารณาลักษณะทรัพย์สินที่มี

       ทรัพย์สินประเภทที่มีมูลค่าสูง เช่น บ้าน รถยนต์ ควรเร่งทำประกันเพื่อโอนความเสี่ยงภัยไว้ก่อน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ต้องใช้เวลาในการสะสมความมั่งคั่ง และเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสมควรทำประกันทรัพย์สินที่ให้ความคุ้มครองไม่น้อยกว่ามูลค่าปัจจุบันของทรัพย์สินดังกล่าว

 

       สำหรับทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ ภายในบ้าน เช่น มือถือ นาฬิกา หรือเครื่องประดับ ฯลฯ คุณอาจตัดสินใจเลือกรับความเสี่ยงไว้เอง หรือทำประกันประเภทโจรกรรม (จร.) ที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินในบ้านได้

 

พิจารณาความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกัน

        ก่อนทำประกันควรคำนึงถึงสามารถในการจ่ายเบี้ยของผู้ทำประกันโดยการทำสมุดบันทึกรายรับรายจ่าย ที่ได้ประมาณรายจ่ายสำหรับเป้าหมายในอนาคตไว้แล้ว เพื่อเป็นการประเมินระดับความสามารถในการชำระเบี้ยประกันที่ต้องการ

 

        กรณีที่คุณไม่มีภาระทางการเงิน คุณอาจทำประกันคุ้มครองความเสี่ยง เช่น ประกันชีวิต สุขภาพ อุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วสามารถมีภาระการจ่ายเบี้ยประกันสูงสุดถึง 50% ของรายได้

 

        แต่หากคุณมีภาระผ่อนซื้อสินค้าอื่นๆ เช่น บ้าน รถยนต์ ฯลฯ คุณควรแบ่งเงินไว้สำหรับการจ่ายชำระค่าเบี้ยประกันไม่เกิน 10% - 15% ของรายได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับความต้องการใช้จ่ายด้านอื่นๆ มากนัก

 

        นอกจากนี้ หลังจากที่ได้จ่ายค่าเบี้ยประกันในงวดแรกแล้ว คุณควรทยอยสำรองเงินสดในแต่ละเดือน โดยนำไปลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูงหรือกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อรองรับภาระการจ่ายเบี้ยประกันในอนาคต

 

พิจารณาประโยชน์จากการประหยัดภาษี

       ผู้ทำประกันอาจคำนึงเป็นอันดับถัดมาว่าเบี้ยประกันที่ได้จ่ายไปนั้น สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้มากน้อยเพียงใด ประกันที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้มีอยู่เพียง 2 ประเภท

 

         ประเภทแรกคือประกันชีวิตที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และจะต้องเป็นประกันชีวิตที่มีการจ่ายผลตอบแทนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันที่สะสมในแต่ละช่วง จึงจะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

 

        สำหรับประกันประเภทที่สองคือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งมีเงื่อนไขในการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ทำประกันเริ่มตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี ซึ่งสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ต่อปี ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

 

พิจารณาทุนประกันชีวิต

       โดยปกติแล้วบุคคลควรทำประกันชีวิตเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างน้อย 3 เท่าของรายได้ต่อปี

       ยกตัวอย่างว่า หากมีรายได้ส่วนตัวเดือนละ 50,000 บาท บุคคลข้างต้นควรทำประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองเท่ากับ 1,800,000 บาท (50,000 บาท x 12 เดือน x 3 ปี)

 

       นอกจากนี้ ผู้ทำประกันสามารถเพิ่มอนุสัญญาจากการทำประกันชีวิตหรือกรมธรรม์หลักที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าเบี้ยประกันเพียงเล็กน้อยแต่สามารถช่วยลดภาระทางการเงินไปได้มาก เช่น การทำประกันคุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มเติมจากกรมธรรม์หลักที่เน้นให้ความคุ้มครองชีวิต หรือการออมเงินในบัญชีเงินฝากที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่เสียชีวิต และทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ

 

        กล่าวโดยสรุป ผู้ที่ทำงานประจำควรคำนึงถึงปัจจัยหลักในการเลือกประกันชีวิต ได้แก่ จำนวนทุนประกัน จำนวนเบี้ยประกันที่เหมาะสม สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการพิจารณาประเภทของทรัพย์สินที่ต้องการให้ความคุ้มครอง เพื่อให้การทำประกันดังกล่าวเกิดประโยชน์มากที่สุด และไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินกับผู้ทำประกันในอนาคต

 

 

   K-Expert Action
 เลือกแบบประกันให้เหมาะกับความต้องการ และความสามารถในการจ่ายค่าเบี้ยประกัน
 ทำทุนประกันให้เพียงพอเพื่อให้คนที่รักไม่ลำบากหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
 ค่าเบี้ยประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท