3 ข้อชวนคิด ก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพให้ลูก 
 
เมื่อจะซื้อประกันสุขภาพให้ลูก นอกจากจะเลือกแบบประกันที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแล้ว
ควรเป็นแบบประกันที่มีค่าเบี้ยอยู่ในระดับที่คุณพ่อคุณแม่จ่ายไหวด้วย”
- K-Expert -

 


     

          ถ้าพูดถึงความกังวลใจของคนมีลูก มักมีเรื่องที่หลายคนพูดถึงกัน ไม่ว่าจะมีลูกเล็กหรือลูกโตพอเข้าโรงเรียนได้แล้ว เรื่องที่ว่านี้คือ ความกังวลกับการเจ็บป่วยของลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงช่วงโรคระบาดทีไร ก็มักจะเห็นภาพเด็กๆ ที่พ่อแม่ต้องพามาหาคุณหมอและนอนรักษาตัวกันเต็มโรงพยาบาล สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่เคล้าความสงสารที่เห็นลูกป่วย ที่หนักกว่าคือ ค่ารักษาก้อนโตที่พ่อแม่ต้องมีให้พร้อม เพราะลูกป่วยที มักตามมาด้วยค่าใช้จ่ายหลักหมื่นถึงหลักแสน ดังนั้นการวางแผนการเงินเพื่อลูกที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายเมื่อลูกป่วยนี้ จึงเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญ  K-Expert จึงขอนำข้อชวนคิดก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพลูก มาให้พิจารณากันให้ครบก่อน ดังนี้ค่ะ

 

1. เช็กความคุ้มครองที่มีอยู่

        ก่อนมองหาประกันสุขภาพฉบับใหม่ให้ลูกน้อย สิ่งแรกที่ควรทำคือ การเช็กสวัสดิการที่มีอยู่ ดังนี้

 

       1.1 สวัสดิการที่ทำงานของพ่อแม่ ว่ามีความคุ้มครองไปถึงลูกหรือไม่ และสิทธิที่มี เพียงพอแล้วหรือยัง เช่น ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานองค์กรรัฐวิสาหกิจ จะได้รับสวัสดิการคุ้มครองสุขภาพถึงบิดา มารดา ตัวเอง คู่สมรส และบุตร ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งหมด และสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจบางแห่ง อาจได้รับสิทธิเบิกค่ารักษาในสถานพยาบาลเอกชนได้เพิ่มเติม นอกจากนี้ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน อาจได้รับสิทธิคุ้มครองประกันกลุ่มที่ทางบริษัทมีให้ โดยควรตรวจสอบกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลของแต่ละองค์กร 

 

 

         1.2 สวัสดิการภาครัฐ  ในกรณีที่ลูกไม่ได้ใช้สิทธิข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจจากคุณพ่อคุณแม่ สิทธิคุ้มครองภาครัฐที่เด็กแรกเกิดได้รับคือ สิทธิบัตรทอง ซึ่งสามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิตั้งแต่วันที่แจ้งเกิดบุตร ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถติดต่อสอบถามที่สำนักงานเขตของกรุงเทพฯ และหากอยู่ต่างจังหวัด สามารถติดต่อด้วยตัวเองที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้บ้าน ซึ่งจะสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาล รับการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง รวมถึงโรคเฉพาะทางต่างๆ ทั้งในฐานะผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ดังนั้นถ้าโรงพยาบาลที่เรามักเข้ารับบริการเป็นโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิบัตรทองได้ อาจไม่จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมค่ะ

 

2. เลือกแบบประกันสุขภาพให้เหมาะสม

         สำหรับประกันคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุ เราสามารถเลือกได้ 2 แบบ คือแบบซื้อเดี่ยว กับแบบซื้อพ่วง (ซื้อเป็นอนุสัญญาเพิ่มเติมจากประกันชีวิตหลัก) โดยอาจเลือกได้ดังนี้

 

         2.1 ต้องการคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุอย่างเดียว สามารถเลือกทำประกันคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในและอุบัติเหตุแบบซื้อเดี่ยว (ไม่ต้องซื้อประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก) ประกันประเภทนี้เป็นประกันวินาศภัยของบริษัทประกันภัย โดยสามารถซื้อความคุ้มครองเป็นแบบเหมาจ่ายรายปี เพื่อให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วย โดยค่าเบี้ยประกันของเด็กช่วงอายุ 14 วัน – 6 ปี ประมาณ 30,000 บาทต่อปี  (คุ้มครองผู้ป่วยในสูงสุดปีละไม่เกิน 500,000 บาท และคุ้มครองผู้ป่วยนอกสูงสุด วันละ 1,500 บาท ไม่เกิน 30 ครั้งต่อปี)  แต่ถ้าต้องการทำเฉพาะประกันอุบัติเหตุให้กับคนทั้งครอบครัว ก็มีให้เลือกทำแบบครอบครัว ซึ่งจะคุ้มครองพ่อ แม่ และลูก (ไม่เกิน 2 คน) ด้วยเบี้ยประกันรายปีประมาณ 5,100 บาท

 

         2.2 ต้องการคุ้มครองชีวิตพร้อมคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุ คือการทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ เป็นแบบซื้อพ่วง โดยซื้อเป็นอนุสัญญาเพิ่มเติมพ่วงกับประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลัก มีการต่ออายุสัญญาคุ้มครองเป็นรายปี และจะสามารถต่ออายุอนุสัญญาได้นานเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองของสัญญาประกันชีวิตตัวหลัก เช่น ถ้าทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพซึ่งให้ความคุ้มครองชีวิตจนถึงอายุ 70 ปี จะสามารถต่ออายุอนุสัญญาได้จนถึงอายุไม่เกิน 70 ปี แต่ถ้าทำประกันชีวิตเป็นแบบสะสมทรัพย์ คุ้มครอง 20 ปี ก็จะต่ออายุความคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุได้เป็นเวลา 20 ปีเช่นกัน โดยการซื้อประกันแบบนี้มักมีค่าเบี้ยประกันสูงกว่าแบบจ่ายเดี่ยว เพราะต้องจ่ายเบี้ยรวมกับประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลัก

 

3. กำหนดวงเงินคุ้มครองที่เหมาะสม

       อีกประเด็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทราบก่อนทำประกัน คือวงเงินสำหรับรับความคุ้มครองในกรณีรักษาพยาบาลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ว่าควรมีอยู่ที่เท่าใด เพราะการเลือกวงเงินที่มากเกินไป จะทำให้เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายสูงขึ้นเกินความจำเป็น ปัจจุบันเราสามารถเลือกวงเงินคุ้มครองได้เป็น 2 แบบ คือแบบแยกค่าใช้จ่าย กับ แบบวงเงินเหมาจ่าย โดยอาจเลือกได้ดังนี้

 

          3.1 กำหนดวงเงินทุกรายการค่าใช้จ่าย  เป็นประกันแบบกำหนดวงเงินแยกค่าใช้จ่าย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะสามารถประมาณการค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จริงได้จากการเทียบค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เราจะพาลูกไปรักษา ว่ามีค่าห้องรวมค่าอาหารและค่าบริการต่อวันเท่าใด ค่ารักษาอยู่ในระดับเท่าใด เพื่อให้สามารถเลือกแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จริงได้ค่ะ

           3.2 กำหนดวงเงินบางส่วนและกำหนดวงเงินสูงสุด  เป็นประกันแบบวงเงินเหมาจ่าย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะยังคงกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายหลักๆ เช่น ค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ารักษา เป็นวงเงินที่ชัดเจน แต่เพิ่มวงเงินแบบเหมาจ่ายในรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่ารถโรงพยาบาลฉุกเฉิน ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา ค่าผ่าตัด โดยสามารถเบิกได้ตามจริงและเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายหลักแล้ว จะต้องไม่เกินวงเงินสูงสุดที่กำหนด เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นของค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งเบี้ยประกันสุขภาพแบบนี้ จะสูงกว่าเบี้ยประกันแบบแยกค่าใช้จ่าย

 

           โดยปกติประกันสุขภาพเด็กมักทำได้ตั้งแต่เด็กอายุ 1 เดือนขึ้นไป การพิจารณาว่าควรทำตอนไหน คุณพ่อคุณแม่อาจดูความเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของลูกเป็นหลักค่ะ ซึ่งยิ่งทำตอนเด็กแข็งแรงจะทำประกันได้ง่ายกว่า และนอกจากจะเลือกประเภทประกันและวงเงินคุ้มครองให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายแล้ว สิ่งสำคัญคือ เราควรเลือกทำประกันสุขภาพให้ลูกในระดับที่สามารถชำระเบี้ยประกันไหวด้วยนะคะ