เครดิตภาษีเงินปันผล สิทธิของคุณ ต้องขอคืน 
นักลงทุนควรขอเครดิตภาษีเงินปันผล
เมื่อฐานภาษีสูงสุดของนักลงทุนต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทที่จ่ายเงินปันผล”
- K-Expert -

 


     

         ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี น่าจะเรียกได้ว่า เป็นฤดูกาลจ่ายเงินปันผล เพราะบริษัทจดทะเบียนมักประกาศยอดเงินปันผล และจ่ายเงินปันผลกลับไปให้กับนักลงทุน โดยนอกเหนือจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นแล้ว เรายังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมจากเครดิตภาษีเงินปันผลอีกด้วย แล้วเครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร และเราจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน K-Expert มีคำตอบมาฝากค่ะ

         เครดิตภาษีเงินปันผลมีที่มาจากการที่บริษัทจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งเงินปันผลนั้นจ่ายออกมาจากกำไรของบริษัทที่ผ่านการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จึงเกิดความซ้ำซ้อนขึ้นในการเก็บภาษี เพราะผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การขอเครดิตภาษีเงินปันผลจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คิดซ้ำซ้อนกลับคืนมาค่ะ
 

          โดยเครดิตภาษีเงินปันผลสามารถคำนวณได้จากสูตร

เครดิตภาษีเงินปันผล = (เงินปันผล x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล) / (100 – อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)

           

          ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนได้รับเงินปันผลจากบริษัท ก และบริษัท ข เป็นเงินแห่งละ 10,000 บาท โดยบริษัท ก เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% และบริษัท ข เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 15%
                เครดิตภาษีเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท ก = (10,000 x 20%) / (100% - 20%) = 2,500 บาท
                เครดิตภาษีเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท ข = (10,000 x 15%) / (100% - 15%) = 1,765 บาท

          ยิ่งอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูง ก็จะยิ่งได้รับเครดิตภาษีเงินปันผลมากขึ้น

          

         แม้ว่าการขอเครดิตภาษีเงินปันผลจะช่วยให้เราได้รับเงินกลับคืนมา แต่เครดิตภาษีเงินปันผลจะถูกคิดกลับไปเป็นรายได้มาตรา 40(4)(ข) และเสียภาษีตามฐานภาษีของเรา ดังนั้นหากมีฐานภาษีสูง 20% ขึ้นไป  อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการขอเครดิตภาษีเงินปันผล วิธีตัดสินใจง่ายๆ ว่า ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่คือ เปรียบเทียบฐานภาษีสูงสุดของเรากับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล หากฐานภาษีสูงสุดของเราต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็คุ้มค่าที่จะขอเครดิตภาษีเงินปันผล ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนมีฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 10% ขณะที่อัตราภาษีของบริษัทที่ได้รับเงินปันผลเท่ากับ 20% ก็คุ้มค่าที่จะขอเครดิตภาษีเงินปันผล แต่ถ้าเราลงทุนในหุ้นของหลายบริษัทซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราแตกต่างกันไป การเปรียบเทียบโดยตรงอาจทำได้ยาก ในช่วงที่จะยื่นภาษี แนะนำให้ลองใช้โปรแกรมช่วยคำนวณแบบภ.ง.ด. 90 ของกรมสรรพากร เพื่อคำนวณว่า คุ้มหรือไม่คุ้มที่จะขอเครดิตภาษีเงินปันผล

           เมื่อตัดสินใจว่า จะขอเครดิตภาษีเงินปันผล สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องนำเงินปันผลของทุกบริษัทที่ได้รับในปีนั้นมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล ไม่ว่าบริษัทนั้นเราจะสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้หรือไม่ก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หากเราได้รับเงินปันผลของบริษัทที่มีผลขาดทุนสะสม ซึ่งไม่ได้ถูกคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้เราไม่สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลได้ แต่เรายังต้องนำเงินปันผลของบริษัทนั้นมารวมคำนวณเป็นเงินได้ในส่วนของเงินปันผลหุ้นมาตรา 40(4)(ข) ส่วนคนที่กังวลว่า อาจไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการจ่ายเงินปันผลของหุ้นทุกบริษัทที่เรามีได้ครบ สามารถสมัครใช้บริการ Investor Portal ของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลเงินปันผล เพื่อนำไปยื่นภาษีผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้ค่ะ

 

             การขอเครดิตภาษีเงินปันผลไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด และเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้เราเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นได้ แต่เมื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผลกันไปแล้ว ก็อย่าลืมเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ครบ เพราะกรมสรรพากรสามารถเรียกขอดูหลักฐานย้อนหลังได้ 5 ปีค่ะ