ควรเริ่มต้นออมเงินเท่าไหร่ดี ?
   
  เงินออม ควรเป็นค่าใช้จ่ายตัวแรกที่หักออกจากเงินเดือนหรือรายได้ของเรา แนะนำให้กันเงินในแต่ละเดือนอย่างน้อย 10% ไว้เป็นเงินออมและเงินลงทุน และเพื่อให้สามารถออมได้ตามเป้าหมาย ควรตั้งเป้าหมายออมให้ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ
   
  ทิ้งเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เท่าไหร่ดี ?
   
  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับยามฉุกเฉิน แนะนำให้กันเงินสำรองส่วนหนึ่งไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เงินสำรองฉุกเฉินควรมีมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตและอาชีพ ถ้าประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ไม่แน่นอน เช่น นักแสดง เป็นต้น ก็ควรกันเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
   
  ควรเริ่มต้นออมเงินตั้งแต่อายุเท่าไหร่
   
  ควรเริ่มออมเงินทันทีที่มีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือรายได้จากช่องทางอื่น ๆ ที่ได้เป็นครั้งคราวไป เห็นได้ชัดสำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรโดยเฉลี่ยมีสัดส่วนการออมสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ ขณะที่ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาจะมีสัดส่วนการออมน้อยกว่า แนะนำว่า ควรออมทันทีที่มีรายรับ หรือที่เรียกว่าออมก่อนรวยกว่า
   
  ควรออมเงินมากเท่าไรในแต่ละเดือน
   
  สัดส่วนการออมเงินขั้นต่ำไม่ควรน้อยกว่า 10% ของเงินเดือน/รายได้ ขณะที่บางคนสามารถออมได้สูงถึงประมาณ 40% – 50% ของรายรับในแต่ละเดือน เนื่องจากไม่มีภาระทางการเงิน ดังนั้นการออมเงินล้วนขึ้นอยู่ภาระและวินัยทางการเงิน เพราะหากเราไม่มีวินัยการออมแล้ว เชื่อว่าแม้จะมีเงินเหลือจากการใช้จ่ายปกติถึง 50% ของรายรับ ก็อาจไม่มีเหลือเก็บก็เป็นได้ เนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยราคาสูง จนสูญเสียวินัยออมเงินไป
   
  การเช็คความพร้อม ก่อนเริ่มต้นลงทุน ต้องดูอะไรบ้าง
   
  ให้ดูว่าเรากันสำรองเงินเผื่อฉุกเฉินไว้แล้วหรือยัง และควรประเมินระดับความเสี่ยงด้วยตนเองว่าเรายอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้การเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม
   
  หากรับความเสี่ยงได้สูง การจัดสรรเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินในตราสารทุนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหรือไม่
   
  แม้คุณสามารถรับความเสี่ยงได้สูง แต่การจัดสรรเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ในตราสารทุน จะทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของการออม และอาจประสบกับสภาวะขาดทุนได้ในระยะสั้น เนื่องจากราคาสินทรัพย์มีความผันผวนสูง กรณีที่ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงอาจทำให้เงินสำรองของคุณไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย 3-6 เท่า ทางที่ดีควรเลือกเก็บสำรองไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น จะดีกว่า
   
  การลงทุนซื้อหน่วยลงทุนโดยผ่านบริการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ สามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร
   
  บริการซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (K-Saving Plan) เป็นการหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์เพื่อซื้อหน่วยลงทุนด้วยมูลค่าที่เท่า ๆ กันทุกเดือน ซึ่งช่วยให้คุณออมเงินก่อนการใช้จ่าย ตามหลักการออมเงิน อีกทั้งยังช่วยให้มีต้นทุนเฉลี่ยในการลงทุนที่ต่ำด้วย เพราะจะซื้อน้อยในยามที่ของแพงและซื้อมากในยามที่ของถูก นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันให้คุณไม่พลาดการลงทุนอันเนื่องมาจากความกังวล และความกลัวความเสี่ยงได้อีกทางด้วย
   
  การออมเงินในอสังหาริมทรัพย์เหมาะสำหรับเป้าหมายระยะใด
   
  อสังหาริมทรัพย์นั้นเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากราคาอสังหาฯ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการที่เป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด แม้บางช่วงที่ราคาอสังหาฯ ปรับตัวสูงขึ้น หรือลดลงอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบก็ตาม ปัจจุบัน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ยังมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และมีสภาพคล่องให้นักลงทุนอีกด้วย
   
  เงินสำรองที่ควรกันไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายนั้น รวมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ด้วยหรือไม่
   
  ไม่ควรนำเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มารวมเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เนื่องจากการถอนเงินจากกองทุนดังกล่าวก่อนเวลาอันควรจะทำให้ผิดเงื่อนไขการลงทุนที่จะทำให้คุณเสียประโยชน์ได้
   
  เตรียมความพร้อมก่อนลงทุนใช้เวลานานแค่ไหน
   
  บางคนใช้เวลาเพียง 3 เดือน เพื่อเพิ่มระดับเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ให้พอก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนอย่างจริงจัง ขณะที่อีกคนใช้เวลาแรมปี เนื่องจากอยู่ในช่วงผ่อนชำระหนี้สินระยะสั้น เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่ออุปโภคบริโภค ดังนั้น ระยะเวลาเตรียมความพร้อมสำหรับลงทุนจึงขึ้นกับข้อผูกพันทางการเงินที่แต่ละคนมี อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า ผู้ที่ไม่มีภาระหนี้สินจะสามารถเริ่มต้นออม/ลงทุนได้เร็วกว่า
   
  มีหนี้สินผ่อนต่อเดือนอยู่ จะตั้งเป้าหมายการออมอย่างไร
   
  การออมเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเป็นการออมที่ไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป การตั้งเป้าหมายและพยายามไปให้ถึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โดยทั่วไปภาระผ่อนชำระหนี้สินรวมไม่ควรเกิน 35%-40% ของรายได้ต่อเดือน (ภาระผ่อนบัตรเครดิตไม่ควรสูงเกินกว่า 15% ของรายรับต่อเดือน) และควรมีเงินออมให้ได้อย่างน้อย 10% ของรายได้ต่อเดือน หากไม่สามารถออมได้เลยควรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
   
  หนี้สินประเภทสินเชื่อที่อยู่อาศัยมีประโยชน์ต่อผู้ออมอย่างไร
   
  หนี้สินประเภทดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้เราได้ใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์แล้ว ผู้กู้ยังสามารถนำดอกเบี้ยจ่ายมาใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้อีกสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
   
  ผู้ที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ สามารถลงทุนในตราสารทุนได้หรือไม่
   
  ผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย สามารถลงทุนในตราสารทุนได้ โดยการจัดสรรเงินลงทุนเพียงส่วนน้อยในตราสารทุน เช่นเมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดที่ต้องการลงทุน อาจอยู่ที่ 10% -15% ของเงินลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้ เงินที่คุณจัดสรรสำหรับการลงทุนในตราสารทุนควรเป็นเงินเย็น สามารถลงทุนในระยะยาวได้
   
  สินทรัพย์การเงินประเภทใดบ้างที่ให้ผลตอบแทนสูง
   
  สินทรัพย์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังสูง ได้แก่ หุ้นสามัญ ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ (Warrant) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future) ทองคำ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น
   
  หากต้องการลงทุนในกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง แต่หลังจากทำแบบประเมินความเสี่ยงแล้วพบว่ารับความเสี่ยงได้ในระดับต่ำ จะสามารถลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวได้หรือไม่
   
  สามารถทำได้โดยหลังจากที่ได้รับทราบระดับความเสี่ยงจากผู้ขายหน่วยลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนจะต้องทำการเซ็นต์ยืนยันรับทราบถึงความเสี่ยงดังกล่าวก่อนการลงทุน
   
  หลังจากที่คณะกรรมการก.ล.ต.ได้กำหนดกฎเกณฑ์ที่จะต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2554 เป็นต้นไป) ลูกค้าจะยังทำธุรกรรมซื้อ/ขายกองทุนทางตู้ ATM ได้หรือไม่
   
  ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2554 เป็นต้นไป งดให้บริการทางช่องทางโทรศัพท์อัตโนมัติ และช่องทางตู้เอทีเอ็ม (K-ATM) คงเหลือเพียงบริการซื้อขายหน่วยลงทุนผ่านช่องทางสาขาธนาคาร และบริการลงทุนในกองทุนรวมทางอินเทอร์เน็ตกสิกรไทย (K-Cyber Invest) เท่านั้น
   
  ระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้นั้น ประเมินจากปัจจัยด้านใดบ้าง
   
  การประเมินผู้ลงทุนจะอาศัยปัจจัยหลายด้าน เช่น อายุ ประสบการณ์ ระยะเวลาลงทุน สัดส่วนเงินลงทุนเทียบกับสินทรัพย์ ทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุน รวมถึงระดับความสามารถในการยอมรับกับการขาดทุนได้สูงหรือต่ำ เป็นต้น
   
  ผู้ที่มีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้สูง จะมีการลงทุนที่แตกต่างจากผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำอย่างไร
   
  ผู้รับความเสี่ยงได้สูงจะเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ลงทุนได้หลายประเภทมากกว่า ทั้งตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตร/หุ้นกู้ กองทุนผสม หุ้นสามัญ สินค้าโภคภัณฑ์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ขณะที่ผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำจะเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ประเภท ตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตร/หุ้นกู้ เป็นต้น
   
  การลงทุนตามระดับความเสี่ยงนั้น มีประโยชน์ต่อผู้ลงทุนด้านใดบ้าง
   
  จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกประเภทสินทรัพย์สำหรับลงทุนได้เหมาะสมกับตนเองมากขึ้น และเมื่อลงทุนอย่างเหมาะสมแล้ว ภาวะการลงทุนที่ไม่พึงประสงค์ เช่น มูลค่าการลงทุนลดลง จะอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ เพราะเป็นการตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยความพร้อมของผู้ลงทุนเอง
   
  หากรับความเสี่ยงได้ต่ำแล้ว จะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อประหยัดภาษีได้หรือไม่
   
  สามารถลงทุนได้ โดยเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่มีการจำกัดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่น กองทุนเปิดเค 70 หุ้นระยะยาวปันผล (K70LTF) หรือกองทุนเปิดเค สทราทีจิค ดีเฟนซีฟ หุ้นระยะยาวปันผล (KSDLTF) ที่มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยง เป็นต้น
   
  การจัดสรรเงินลงทุนคืออะไร
   
  การจัดสรรเงินลงทุน คือการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนว่าจะนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดบ้าง และในสัดส่วนเท่าไรไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หรือหน่วยลงทุน เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากหากหลักทรัพย์ใดเกิดมีราคาผันผวน ก็ยังมีหลักทรัพย์ประเภทอื่นรองรับ
   
  การจัดสรรเงินลงทุนที่ดีควรมีรูปแบบอย่างไร และควรพิจารณาปัจจัยใดบ้าง
   
  การจัดสรรเงินลงทุนมีรูปแบบไม่ตายตัว เนื่องจากผู้ลงทุนมีแผนใช้จ่ายและลงทุนต่างกัน ซึ่งก่อนตัดสินใจลงทุนผู้ลงทุนควรคำนึงถึงปัจจัย 4 ประการ คือ เป้าหมายการลงทุน, ระยะเวลาสำหรับลงทุน, ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และแหล่งที่มาของเงินทุน เพราะหากผู้ลงทุนมีฐานะการเงินดี ไม่เดือดร้อน ย่อมสามารถเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากกว่า ผู้ที่ประสบปัญหาทางด้านการเงิน
   
  หากต้องการทราบข้อมูลกองทุนรวมจะศึกษาได้จากที่ใด
   
  นักลงทุนสามารถเริ่มต้นศึกษาจากเวปไซด์ของบริษัทจัดการที่สนใจ หรือที่เวปไซด์สมาคมบริษัทจัดการลงทุนซึ่งมีบริษัทจัดการลงทุนให้เลือกอย่างหลากหลาย สามารถดูรายชื่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่สนใจ หรือจากประเภทกองทุนที่สนใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกแบ่งเป็น 5 ประเภทได้แก่ กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมผสม กองทุนรวมต่างประเทศ และกองทุนรวมที่ใช้ลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ ผู้ลงทุนสามารถดูรายละเอียดการลงทุนได้หนังสือชี้ชวนส่วนสรุป หนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน รวมถึงรายงานประจำปี สำหรับกองทุนที่สนใจเพื่อศึกษาก่อนการลงทุนได้ที่เวปไซต์สำนักงาน ก.ล.ต.
   
  แต่งงานแล้วควรจัดสรรเงินออมแตกต่างจากตอนโสดหรือไม่ อย่างไร
   
  ควรออมให้มากกว่าตอนโสด อย่างน้อย 10-15% เนื่องจากจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับเป้าหมายทางการเงินอย่างอื่น เช่น ซื้อบ้าน รถยนต์ และค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มมากขึ้นหากวางแผนที่จะมีบุตร
   
  ช่วงนี้ควรเลือกอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หรืออัตราดอกเบี้ยคงที่ แบบไหนดี
   
  สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น แนะนำให้เลือกแบบลอยตัว จะทำให้มีโอกาสได้รับดอกเบี้ยสูงขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าต้องการกู้ ควรเลือกอัตราดอกเบี้ยคงที่ เพื่อจะได้จ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำ และทราบภาระดอกเบี้ยที่แน่นอน
   
  รับความเสี่ยงได้น้อย ควรเลือกลงทุนอย่างไรดี
   
  ควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินอย่างกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ และผลตอบแทนที่ได้รับไม่เสียภาษี
   
  ควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไรจึงจะเหมาะสม
   
  ขึ้นอยู่กับภาระหนี้สิน และผู้ที่อยู่ในอุปการะของเรา เช่น พ่อ แม่ ลูก แต่โดยส่วนมากควรมีทุนประกันอย่างน้อย 5 เท่าของค่าใช้จ่ายรายปี
   
  การบริหารด้านการเงินที่ดีควรทำอย่างไรบ้าง
   
  ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้รู้สถานะการเงินของตนเอง ออมก่อนใช้ มีวินัยทางการเงิน จ่ายแต่สิ่งที่จำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย
   
  เก็บเงินเพื่อการศึกษาลูกไว้ในบัญชีประเภทไหนดี
   
  ควรจะฝากในบัญชีออมทรัพย์, บัญชีฝากประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากไม่ควรนำเงินเพื่อการศึกษาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เพราะอาจส่งผลเสียหายต่อแผนการศึกษาได้
   
  ควรมีเงินออมเท่าไรจึงจะเหมาะสม
   
  ควรออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ กรณีมีความสามารถออมได้สูงกว่านี้ก็ยิ่งดี
   
  วิธีคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนรถยนต์แตกต่างจากการผ่อนบ้านอย่างไร
   
  อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ผ่อนรถยนต์จะเป็นแบบคงที่ ตลอดสัญญากู้ ชำระส่วนเกินไม่ได้ลดเงินต้น ส่วนผ่อนบ้านจะเป็นแบบลอยตัว แบบลดต้นลดดอก
   
  เก็บเงินเพื่อการศึกษาลูกไว้ในบัญชีประเภทไหนดี
   
  ควรจะฝากในบัญชีออมทรัพย์, บัญชีฝากประจำ หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากไม่ควรนำเงินเพื่อการศึกษาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง เพราะอาจส่งผลเสียหายต่อแผนการศึกษาได้
   
  มีลูกคนแรก ซื้อประกันชีวิตให้ลูกดีหรือไม่ แล้วควรซื้อประมาณเท่าไร
   
  หากไม่กระทบต่อสภาพคล่อง ควรกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อทำประกันชีวิต และเพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลด้วย เพราะเด็กเล็ก มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ง่าย ส่วนจะซื้อเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่ายชำระเบี้ยประกัน
   
  ค่าเทอมแพง ค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องเตรียมพร้อมรับสำหรับค่าใช้จ่ายตอนเปิดเทอม อย่างไรดี
   
  ควรทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายประจำวัน ตั้งงบประมาณ และเปิดบัญชีออมสำหรับค่าใช้จ่ายลูก จัดสรรเงินโดยการออมเป็นรายเดือนและทยอยออมให้ได้ตามเป้าหมาย
   
  หลังเกษียณ ต้องมีเงินเท่าไรจึงพอใช้ ?
   
  ควรมีอย่างน้อย 70% ของค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน เช่นปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณควรมีเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 7,000 บาทต่อเดือน
   
  อายุงานน้อยกว่า 5 ปี หากลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินที่ได้รับต้องเสียภาษีไหม?
   
  เงินที่ได้รับแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ 1. เงินสะสม 2. ผลประโยชน์เงินสะสม 3. เงินสมทบ 4. ผลประโยชน์เงินสมทบ ต้องนำเงินส่วนที่ 2, 3, 4 มารวมเพื่อคำนวณเป็นรายได้และยื่นเสียภาษีด้วย
   
  อยากเริ่มต้นเล่นหุ้นทำอย่างไรดี
   
  การลงทุนในหุ้นเริ่มได้จากการศึกษาข้อมูล ซึ่งมีหลายช่องทางได้แก่ - การซื้อหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน - การอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ - การเปิดเวปไซต์เกี่ยวกับการลงทุน แนะนำ www.settrade.com - การดูข่าวจากทีวี ช่วงที่เป็นการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ - เข้าร่วมอบรม สัมมนา ของตลาดหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมที่แต่ละบริษัทหลักทรัพย์จัดขึ้น - ศึกษาจากผู้รู้ ถึงวิธีการตัดสินใจเลือกลงทุนต่างๆ ปัจจัยที่ต้องคำนึงเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น ประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ 1. ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ข่าวของหุ้นรายตัว 2. ปัจจัยทางด้านเทคนิค การดูกราฟของอดีตเพื่อคาดการณ์ราคาในอนาคต เมื่อศึกษาข้อมูลแล้ว คุณสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทที่คุณสนใจได้ ซึ่งการซื้อขายหลักทรัพย์สามารถทำการซื้อขายได้ 2 ช่องทาง คือ 1. การส่งคำสั่งซื้อขายผ่านทาง Marketing (ผู้ดูแลบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์) จะเป็นผู้คีย์คำสั่งซื้อขายให้ รวมไปถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น 2. การส่งคำสั่งซื้อขายผ่านทาง Internet นักลงทุนต้องทำการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเอง ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ต่ำกว่าการซื้อขายผ่าน Marketing
   
  ลงทุนหุ้นต้องใช้เงินจำนวนมาก เหมาะกับคนรวยเท่านั้นใช่มั้ย
   
  การลงทุนในหุ้นใช้เงินจำนวนไม่มากอย่างที่คิด สำหรับนักลงทุนมือใหม่ หากต้องการซื้อหุ้นด้วยตนเอง สามารถซื้อหุ้นผ่านบัญชี Cash Balance Account ซึ่งเป็นการฝากเงินเข้าบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ก่อนซื้อหุ้น ทำให้คุณสามารถซื้อหุ้นได้เท่ากับจำนวนเงินที่ฝาก เช่นหากคุณต้องการซื้อหุ้นมูลค่า 10,000 บาท คุณเพียงฝากเงิน 10,000 บาท ไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ที่คุณเปิดบัญชี จากนั้นคุณจะสามารถซื้อหุ้นมูลค่า 10,000 บาท ได้ ส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นนั้น การซื้อกองทุนหุ้นใช้เงินเพียงหลักพันเท่านั้น ดังนั้น ทั้ง 2 ช่องทาง ใช้เงินเริ่มต้นในการลงทุนไม่มากอย่างที่คิด
   
  หากลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่อายุยาว ๆ แล้วเกิดเหตุฉุกเฉินต้องการใช้เงิน สามารถขายพันธบัตรหรือหุ้นกู้ออกได้หรือไม่
   
  สามารถทำได้ โดยขายผ่านตลาดตราสารหนี้ (BEX) หรือธนาคารพาณิชย์
   
  เกษียณอายุเมื่อไหร่ดี
   
  เกษียณเมื่อพร้อม คือมีเงินพร้อมสำหรับใช้หลังเกษียณอย่างเพียงพอ โดยทั่วไปช่วงอายุทำงานอยู่ระหว่าง 25 – 55 ปี ดังนั้นจึงมีเวลาในการหารายได้และเก็บออมเงินประมาณ 30 ปี หากออมเงินเดือนละ 5,000 บาท และได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 5% ต่อปีก็จะมีเงินออมประมาณ 4 ล้านบาท (4,161,293 บาท เมื่ออายุ 55 ปี) หากเริ่มใช้เมื่ออายุ 55 – 85 ปี มีระยะเวลาใช้ชีวิตหลังเกษียณ 30 ปี (พอๆ กับระยะเวลาในการหาเงิน) จะมีเงินใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณอยู่ที่ 11,599 บาท เป็นต้น
   
  เก็บเงินก่อนเกษียณ 10 ปี จะพอใช้หรือไม่
   
  ต้องพิจารณาก่อนว่าคุณจะใช้เงินหลังเกษียณจำนวนเท่าไหร่ อย่าคิดว่าการเกษียณเป็นเรื่องอนาคตอีกยาวไกล หากประมาทไม่ได้มีการเก็บออมเงินไว้ อาจไม่เพียงพอเมื่อเกษียณได้ ดังนั้น หากยังไม่ได้เริ่มออมเงินเพื่อการเกษียณ ควรเริ่มออมตั้งแต่ตอนนี้ เพราะการออมเงินเพื่อการเกษียณนั้นจะต้องใช้เวลาในการออมอย่างน้อย 15 ปี เพื่อให้เงินออมได้มีเวลาสำหรับการสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นอย่างมีนัยสำคัญ การออมเป็นเรื่องของระยะเวลา ยิ่งออมนานเท่าไร ก็ยิ่งสบายตอนแก่มากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงควรเริ่มออมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม สำหรับบางท่านที่มีเงินก้อนบางส่วนสำหรับเกษียณแล้ว และมีเวลาออมเพิ่มเพียง 10 ปี ก็สามารถออมเงินให้เพียงพอได้
   
  สิ่งที่ต้องพบหลังเกษียณมีอะไรบ้าง
   
  เมื่อเกษียณสิ่งแรกที่ต้องพบคือ 1) การสูญเสียรายได้หลัก นั่นก็หมายความว่าไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้หลัก แต่ยังคงมีค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องแม้ว่าอาจมีสัดส่วนที่ลดลง แต่จะมีค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว การบริจาคเพิ่มสูงขึ้น 2) โรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมกับการชราภาพ ทำให้ต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง 3) อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ที่อาจทำให้มูลค่าเงินลดลงในอนาคต
   
  ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเมื่อเกษียณเท่าไรดี ?
   
  ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไม่น้อยกว่า 6 – 8 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยสำรองไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้น
   
  หลังเกษียณ ต้องมีเงินเท่าไรจึงพอใช้ ?
   
  ควรมีอย่างน้อย 70% ของค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน เช่นปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณควรมีเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 7,000 บาทต่อเดือน
   
  จะได้รับอะไรจากประกันสังคมบ้าง เมื่อเกษียณ
   
  ในกรณีเป็นลูกจ้างจะได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีบำเหน็จชราภาพจากประกันสังคม ในกรณีที่มีการจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ครบ 180 เดือน หากจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไปจะได้รับสิทธิบำนาญชราภาพ ทั้งนี้ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (สิ้นสุดจากการเป็นสมาชิกประกันสังคม)
   
  เกษียณแล้ว ยังต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมอีกหรือไม่
   
  หากยังคงต้องการประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคม เช่น ค่ารักษาพยาบาล ยังคงต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม แต่จากเดิมที่จ่ายตามมาตรา 33 ต้องสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ออกจากงาน โดยต้องนำส่งเงินสมทบ จำนวน 432 บาทต่อเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เนื่องจากเป็นการประกันตนเอง ดังนั้นจึงไม่ได้รับสิทธิกรณีว่างงาน
   
  จะได้รับเงินชราภาพจากประกันสังคมเมื่อใด
   
  เมื่อมีอายุครบ 55 ปี และไม่ได้ทำงานแล้ว โดยขอรับเงินได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ
   
  จะได้รับเงินชราภาพจากประกันสังคมอย่างไร
   
  หากส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี ) จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนตลอดชีวิต และในกรณีที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จ่ายให้เป็นเงินก้อนครั้งเดียวพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนโดยสามารถขอรับเงินชราภาพได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีสิทธิ
   
  กรณีถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินจากประกันสังคมเท่าไร
   
  ได้รับเงินทดแทนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้คำนวณเงินสมทบที่จัดเก็บโดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
   
  กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง จะได้รับเงินจากประกันสังคมเท่าไร
   
  จะได้รับเงินทดแทนในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้คำนวณเงินสมทบที่จัดเก็บโดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
   
  เมื่อลาออกจากงานแล้วจะได้รับความคุ้มครองอะไรบ้างจากประกันสังคม
   
  จะได้รับความคุ้มครองใน 4 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพและเสียชีวิตต่อไปอีก 6 เดือน หลังจากที่ออกจากงานและยังมีสิทธิขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงานได้ โดยไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงาน ณ สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน
   
  ควรมีเงินเท่าไหร่ก่อนเกษียณ
   
  ขึ้นอยู่กับว่าหลังเกษียณแล้ว เรามีความต้องการใช้เงินมากน้อยเท่าไร โดยปกติควรมีให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 70% ของรายจ่ายในปัจจุบัน เช่น ปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณจะมีค่าใช้จ่ายลดลงบางอย่าง ดังนั้นจึงควรเตรียมเงินสำหรับใช้หลังเกษียณต่อเดือนไม่น้อยกว่า 7,000 บาท ทั้งนี้ ควรพิจารณาถึงระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินหลังเกษียณด้วย เช่น 20 ปี รวมถึงพิจารณาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย
   
  ทำอย่างไรจึงจะมีรายได้หลังเกษียณ
   
  รายได้หลังเกษียณสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การแบ่งบ้านให้เช่า การปล่อยคอนโดมิเนียมที่มีอยู่ให้เช่า หรือรายได้จากการลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวม เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล รวมทั้งการทำประกันชีวิตแบบบำนาญเพื่อให้มีผลตอบแทนที่แน่นอนในวัยเกษียณ
   
  อยากมีเงินบำนาญไว้ใช้หลังเกษียณ ต้องทำอย่างไร
   
  สามารถทำประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มเติมได้ โดยรูปแบบประกันชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบความเสี่ยงในการลงทุน ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน ไม่ต้องการเป็นภาระให้ลูกหลาน รวมถึงคนโสดที่ต้องการมีรายได้ในยามเกษียณ
   
  หากไม่เคยมีประกันชีวิตเลย สามารถซื้อประกันแบบบำนาญและใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เท่าไร
   
  สำหรับการลดหย่อนภาษี เบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาทแรก สามารถลดหย่อนได้เต็มจำนวนตามหลักเกณฑ์เดิม ส่วนเบี้ยประกันชีวิตที่เหลือ 200,000 บาท สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน (เฉพาะประกันชีวิตแบบบำนาญเท่านั้น) รวมไม่เกิน 300,000 บาท เช่น มีรายได้ 1,000,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีประกันบำนาญใหม่ได้ 150,000 บาท รวมกับหักลดหย่อนภาษีเดิม 100,000 บาท รวมหักลดหย่อนได้ทั้งหมด 250,000 บาท
   
  เกษียณเร็ว ช้า แตกต่างกันตรงไหน
   
  แตกต่างตรงที่ หากมีเงินก้อนไว้เลี้ยงชีพหลังเกษียณเพียงพอแล้วก็สามารถเกษียณเร็วได้ แต่หากยังไม่เพียงพออาจทำให้ไม่สามารถเกษียณเร็วได้ ต้องสะสมเงินให้เพียงพอกับความต้องการใช้หลังเกษียณก่อน
   
  หักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่ดี
   
  ควรหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพสูงที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ต้องดูเงื่อนไขของนายจ้าง เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดทำขึ้น โดยเงินของกองทุนมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสะสม” และนายจ้างจ่ายเงินเข้าอีกส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสมทบ” โดยนายจ้างจะจ่ายสมทบในจำนวนเท่ากันหรือมากกว่าที่ลูกจ้างจ่ายสะสมเสมอ โดยทั้ง 2 ฝ่ายสามารถเลือกออมและสมทบได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือนและกำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน
   
  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดีอย่างไร
   
  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือเป็นสวัสดิการรูปแบบหนึ่งที่นายจ้างมอบให้แก่ลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับลูกจ้างเพื่อนำไปใช้เลี้ยงชีวิตตัวเองหลังเกษียณอายุ
   
  เมื่อสิ้นสมาชิกภาพ จะได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใดบ้าง
   
  สมาชิกมีสิทธิได้รับจากกองทุน ประกอบด้วย 4 ส่วนด้วยกัน คือ 1) เงินสะสมที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุน 2) ผลประโยชน์เงินสะสม ซึ่งเงินทั้งสองส่วนนี้สมาชิกจะได้รับโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะสิ้นสมาชิกภาพจากกองทุนด้วยเหตุใดก็ตาม 3) เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุน และ 4) ผลประโยชน์เงินสมทบ ซึ่งการที่สมาชิกจะได้รับส่วนที่ 3 และ 4 เป็นอัตราส่วนเท่าใดของเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบที่สมาชิกมีสิทธิในกองทุนขึ้นกับเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน เช่น เหตุแห่งการสิ้นสมาชิกภาพ อายุงานหรืออายุสมาชิก การทำผิดต่อนายจ้าง การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวนี้ แต่ละกองทุนมีสิทธิกำหนดในข้อบังคับกองทุนแตกต่างกันได้
   
  สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะคงเงินเมื่อเกษียณได้หรือไม่
   
  สมาชิกที่ออกจากงานไม่ว่าด้วยเหตุใดมีสิทธิคงเงินทั้งหมดในกองทุนได้ ดังนั้น เมื่อสมาชิกเกษียณอายุก็สามารถแจ้งขอคงเงินทั้งหมดไว้ในกองทุนตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับกองทุนได้ด้วยเช่นกัน แต่ในระหว่างที่คงเงินหากเห็นว่ามูลค่าเงินกองทุนเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นที่พอใจก็สามารถนำเงินส่วนที่มีสิทธิได้รับออกจากกองทุนได้
   
  สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะขอรับเงินงวดเมื่อเกษียณได้หรือไม่
   
  สามารถทำได้ หากสมาชิกที่เกษียณอายุและไม่อยากนำเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีทางเลือกในการตัดสินใจว่าจะขอคงเงินหรือรับเงินเป็นงวดก็ได้
   
  หากไม่เกษียณอายุและมีอายุงานน้อยกว่า 5 ปี และต้องการลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะได้รับเงินส่วนใดจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบ้าง
   
  ได้รับเงินสะสม + ผลประโยชน์เงินสะสม (ส่วนของลูกจ้าง) สำหรับ เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์เงินสมทบนั้นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ทั้งนี้ เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ของเงินสะสม + ผลประโยชน์ของเงินสมทบ ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี
   
  หากไม่เกษียณอายุและมีอายุงานมากกว่า 5 ปี และต้องการลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะได้รับเงินส่วนใดจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบ้าง
   
  ได้รับเงินสะสม + ผลประโยชน์เงินสะสม (ส่วนของลูกจ้าง) สำหรับ เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์เงินสมทบนั้นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ทั้งนี้ เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ของเงินสะสม + ผลประโยชน์ของเงินสมทบ ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี และสามารถเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้ประเภทอื่นโดยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 ของเงินที่เหลือนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ทั้งนี้ จำนวนวันทำงานตั้งแต่ 183 วันขึ้นไป นับเป็น 1 ปี น้อยกว่า 183 วันให้ปัดทิ้ง
   
  หากเกษียณอายุและมีอายุงานมากกว่า 5 ปี จะได้รับเงินส่วนใดจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบ้าง
   
  ได้รับเงินสะสม + ผลประโยชน์เงินสะสม (ส่วนของลูกจ้าง) สำหรับ เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์เงินสมทบนั้นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ทั้งนี้ เงินทั้ง 4 ส่วน จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งจำนวน
   
  มีรูปแบบการออมใดบ้างสำหรับการเกษียณ
   
  รูปแบบการออมสำหรับการเกษียณมีหลายรูปแบบ เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำ และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)
   
  กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เหมาะกับการออมเงินเพื่อการเกษียณหรือไม่
   
  กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เหมาะกับคนทุกกลุ่มที่ต้องการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือ คนที่ไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ โดยกองทุน RMF มีนโยบายลงทุนหลากหลายเหมือนกองทุนรวมทั่วไป แต่ไม่มีการจ่ายเงินปันผล และผู้ลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อลงทุนตามเงื่อนไข
   
  ทำไมกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จึงเหมาะกับการลงทุนเพื่อการเกษียณ
   
  เนื่องจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีหลากหลายนโยบายให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้ และมีเงื่อนไขการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และผู้ลงทุนต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะสามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้อย่างไม่ผิดเงื่อนไขการลงทุน
   
  อยากรู้วิธีการวางแผนเพื่อเกษียณ ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ลงทุนอะไรได้บ้าง
   
  ควรมีการวางแผนก่อนการเกษียณ ตั้งเป้าหมายจำนวนเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณ และ สำรวจทรัพย์สิน จำนวนเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม LTF, RMF ประกันชีวิตที่มีอยู่ ณ วันเกษียณ และคำนวณว่ามีเวลาเก็บเงินอีกกี่ปี ต้องการใช้เงินหลังเกษียณต่อเดือนเท่าไร อย่าลืม นำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อด้วย ส่วนจะลงทุนอะไรได้บ้างนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณรับความเสี่ยง ได้มากน้อยแค่ไหน กรณีรับความเสี่ยงได้น้อย อาจลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หากรับความเสี่ยงได้มาก อาจจะมีสัดส่วนของการลงทุนในหุ้น กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมันได้บ้าง แต่ไม่ควรลงทุนมากนัก เพราะมีความเสี่ยงสูง แนะนำให้ลงทุนในกองทุน LTF, RMF ประกันชีวิต รวมถึงประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อลดหย่อนภาษี
   
  ถ้าเกษียณแล้วจะได้รับเงินจากประกันสังคมเท่าไร คิดอย่างไร
   
  ขึ้นอยู่ว่าคุณส่งเงินสมทบเข้าประกันสังคมนานเท่าไร ถ้าน้อยกว่า 180 เดือนจะได้รับเงินบำเหน็จ แต่ถ้าสะสมถึง 180 เดือนจะได้รับบำนาญเดือนละ 3,000 บาท (20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) แต่ถ้าจ่ายสะสมเกิน 180 เดือนจะได้เงินบำนาญเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ของยอดเงินสะสมทุกๆ 12 เดือน
   
  อยากรู้ว่า เราควรมีเงินออมประมาณกี่%ของรายได้ หรือ ลงทุนเพิ่มเติมอย่างไร
   
  ควรออมอย่างน้อย 10% ของรายได้ ยิ่งออมมากยิ่งดี (ไม่รวมกับเงินสะสมในประกันสังคม และ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ส่วนลงทุนเพิ่มเติมอย่างไรนั้น แนะนำให้ลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยง และ ระยะเวลาออมเงินก่อนเกษียณ
   
  หลังเกษียณแล้ว ควรมีเงินเก็บจำนวนเท่าไหร่ ถึงจะไม่ลำบาก
   
  ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงินหลังเกษียณ และระยะเวลาที่ใช้หลังเกษียณ อย่างน้อยควรมีใช้ไม่น้อยกว่า 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน เช่น ปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณควรเตรียมค่าใช้จ่ายรายเดือนไม่น้อยกว่า 7,000 บาทต่อเดือน
   
  ต้องมีเงินประมาณเท่าไหร่ตอนเกษียณถึงจะไม่ต้องกังวล
   
  ควรมีเงินอย่างน้อย 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน เช่น ปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณ ควรมีเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 7,000 บาท ต่อเดือน หรือ ปีละ 84,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่จะใช้เงินหลังจากเกษียณ หากอยู่หลังเกษียณอีก 10 ปี ต้องมีเงินจำนวน 840,000 บาท
   
  มีกองทุนอะไรบ้างที่ คนทำงานออฟฟิศทั่วไปสามารถลงทุนได้ และให้ผลตอบแทนที่ดี
   
  สามารถลงทุนในกองทุนเปิดได้ทุกกองทุน หากรับความเสี่ยงได้น้อย อาจเลือกลงทุนในกองทุนเปิด K-Money หากรับความเสี่ยงปานกลาง สามารถลงทุนใน K-2520, K-PLAN 2 หากรับความเสี่ยงได้มาก สามารถเลือกลงทุนใน K-Star , K-GOLD ซึ่งคุณควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวนก่อนการลงทุน
   
  หลังเกษียณควรมีเงินเก็บสำหรับ 2 คน (สามีภรรยา) จำนวนเท่าไร จึงจะไม่ลำบาก
   
  ต้องพิจารณาเงินเก็บรวมของทั้ง 2 คน ว่าปัจจุบันมีสะสมอยู่เท่าไหร่ และหลังเกษียณต้องการใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ต่อเดือน และต้องดูระยะเวลาที่ต้องการใช้จ่ายหลังเกษียณด้วย ทั้งนี้ ควรเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 70% ของรายจ่ายปัจจุบัน
   
  ต้องมีเงินประมาณเท่าไหร่ ตอนเกษียณจึงจะไม่ต้องกังวล
   
  ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายที่ต้องการใช้หลังเกษียณ ควรมีเงินอย่างน้อย 70% ของค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณ เช่น ก่อนเกษียณใช้จ่ายอยู่เดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณควรเตรียมไว้ใช้จ่ายไม่น้อยกว่าเดือนละ 7,000 บาท หากไม่คำนวณเงินเฟ้อ ควรมีประมาณ 2.0 ลบ. (ใช้ได้ประมาณ 20 ปี)
   
  หากมีภาระต้องผ่อนบ้านและผ่อนรถจะออมอย่างไรดี?
   
  ต้องกันเงินออมส่วนหนึ่งก่อนใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 10% ของรายได้ โดยคุณสามารถแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไว้สำหรับเกษียณ และอีกส่วนหนึ่งไว้สำรองเผื่อฉุกเฉิน
   
  ปัจจุบันยังไม่มีเงินเก็บต้องเตรียมตัวกี่ปี จึงจะมีเงินพอใช้ตอนเกษียณ
   
  ควรมีเงินอย่างน้อย 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบัน เช่น ปัจจุบันใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท หลังเกษียณ ควรมีเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 7,000 บาท ต่อเดือน หรือ ปีละ 84,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่จะใช้เงินหลังจากเกษียณ หากคาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ 10 ปี ต้องมี 840,000 บาทต่อปี หากยังไม่มีเงินเก็บ แนะนำให้เริ่มจากการออมเงินก่อนใช้จ่ายอย่างน้อย 10% ของรายได้ ส่วนที่เหลือจึงนำไปใช้จ่าย และควรลงทุนในกองทุน LTF, RMF โดยลงทุนเป็นรายเดือนเพื่อฝึกวินัยในการงทุน และควรมีเวลาลงทุนก่อนเกษียณอย่างน้อย 15 ปี เพื่อจะได้มีเวลาเพียงพอในการลงทุน ไม่หักโหมออมจนเกินไป
   
  หลังเกษียณมีเงิน 15 ล้านบาท ต้องลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนเดือนละ 3 หมื่นบาท
   
  เงิน 15 ล้านบาท ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเดือนละ 3 หมื่นบาท คิดผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 2.40% ต่อปี สามารถลงทุนในพันธบัตรระยะยาว 3 ปี 5 ปี หรือหุ้นกู้เอกชนก็สามารถได้รับผลตอบแทนที่ต้องการ หรืออาจเลือกกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ประเภทก็ได้เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน และเป็นการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในตราสารเพียงประเภทเดียว
   
  แนะนำกองทุนใด หากต้องการลงทุนแบบ dollar cost average เพื่อการออม ในระยะเวลาลงทุนตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป โดยต้องการได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ 3% ทั้งนี้ สามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ประมาณ 20%
   
  หากเน้นลงทุนเพื่อเกษียณอายุ แนะนำให้ลงทุนในกองทุน RMF โดยเฉพาะกองทุน Gold RMF เพื่อสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว (ระยะเวลาการลงทุนมากกว่า 15 ปี)
   
  หลังเกษียณ (ข้าราชการ) รับบำนาญ 22,000 บาทต่อเดือน และได้รับเงินก้อนจำนวน 5แสนบาท คิดว่าควรออม หรือลงทุน แบบไหนดีคะ
   
  สำหรับเงินก้อนจำนวน 5 แสนบาท คุณสามารถลงทุนเป็นก้อนได้โดยเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก ได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ ส่วนเงินบำนาญที่ได้รับในแต่ละเดือน ควรลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อเป็นสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่าย
   
  กองทุน LTF และ RMF จะหมดในปี 2557 ใช่ไหม จากนั้นจะมีผลิตภัณฑ์อะไรที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้อีก
   
  กองทุน LTF สามารถลงทุนและลดหย่อนภาษีได้ถึงปี 2559 ส่วน RMF ไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ยังคงสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
   
  ซื้อ RMF หรือประกัน เพื่อเป็นเงินเก็บหลังเกษียณดีกว่ากัน
   
  หากคุณมีอายุไม่มาก สามารถเลือกทำประกันชีวิตก่อนได้ เนื่องจากเบี้ยประกันจะถูกกว่า และเมื่อคุณมีรายได้มากขึ้นในอนาคต ให้ทยอยลงทุนทั้ง RMF และประกันชีวิตเพิ่ม เพื่อลดภาษี และช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น
   
  หลังเกษียณ ควรจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหรือเงินฝากประเภทใด ที่ให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง?
   
  สำหรับผู้ที่เกษียณอายุแล้ว แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ เป็นต้น
   
  ปัจจุบันอายุ 30 กว่าปี ลงทุนในกองทุนรวม และประกันชีวิต รวมทั้งมีประกันสังคม (ประกันตนเอง ม. 39) ส่งมาเกือบ 3 ปี ตอนนี้เริ่มคิดว่าไม่คุ้ม เพราะนานๆ ที จะใช้ประกันสังคม ไม่ทราบว่า จะแนะนำอย่างไรบ้าง
   
  สำหรับประกันสังคม ม.39 จะได้รับสิทธิประโยชน์ในกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ (ยกเว้นว่างงาน) หากปัจจุบันคุณไม่ใช้สิทธิในด้านการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย แต่ในอนาคตเมื่อคุณเกษียณคุณจะมีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือบำนาญจากการชราภาพ รวมไปในอนาคตหากประกันชีวิตของคุณไม่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในบางโรค คุณก็ยังมีสวัสดิการกรณีเจ็บป่วยจากประกันสังคมรองรับอยู่
   
  ควรมีประกันอะไรบ้างสำหรับเกษียณ
   
  ควรมีประกันบำนาญเพื่อใช้หลังเกษียณ และมีประกันสะสมทรัพย์ที่ให้ทุนประกันครบกำหนดในช่วงที่เกษียณ นอกจากนี้ควรมีประกันสุขภาพ, อุบัติเหตุ , โรคร้ายแรงเสริมด้วย
   
  ทำงานส่วนตัว ไม่มีสวัสดิการ ควรลงทุนในรูปแบบใด เพื่อให้มีเงินใช้หลังเกษียณ
   
  แนะนำให้ลงทุนในกองทุน RMF ซึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เหมาะกับการลงทุนเพื่อเกษียณ เนื่องจากต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุ 55 ปีขึ้นไปจึงจะขายคืนได้ อีกทั้ง RMF มีหลากหลายนโยบายให้เลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ และเงินลงทุนสามารถเข้าไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
   
  อยากทราบเคล็ดลับการวางแผนเพื่อใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณอย่างมีความสุข ควรเตรียมตัวตั้งแต่อายุเท่าไหร่ และควรลงทุนอย่างไรบ้างในแต่ละช่วง ถึงวัยเกษียณ
   
  เคล็ดลับการวางแผนควรมีการเตรียมตัวตั้งแต่เริ่มทำงานมีรายได้ เพราะคุณจะมีระยะเวลาในการลงทุนเพื่อเกษียณนาน สมมติปัจจุบันคุณอายุ 30 ปี หากต้องการเกษียณอายุ 55 ปี จะมีระยะเวลาในการลงทุนนานประมาณ 25 ปี หากคุณสามารถรับความเสี่ยงได้สูง สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงได้ หากคุณรับความเสี่ยงได้ปานกลาง อาจเลือกลงทุนในกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ เมื่อคุณลงทุนไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งหากอายุเพิ่มขึ้น อาจมีการลดปริมาณการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง(หุ้น) ลงและเพิ่มสัดส่วนในพันธบัตร หรือหุ้นกู้มากขึ้น
   
  ตอนนี้อายุ 30 กว่าปี มีบุตร 1 คน อยากสบายหลังเกษียณ แต่มีภาระต้องส่งลูกเรียน ควรจะออมอย่างไรด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก
   
  ควรแบ่งเงินออมเป็น 2 ส่วน สำหรับการศึกษาบุตร และสำหรับการเกษียณ โดยกันเงินอย่างน้อย 10-20% ของรายได้ก่อนนำไปใช้ จัดสรรรายจ่ายประจำให้อยู่ในงบประมาณ หาทางเพิ่มรายได้ และนำเงินไปลงทุนในกองทุน LTF, RMF, ประกันชีวิต เพื่อการลดหย่อนภาษีและสำหรับเกษียณประกันชีวิต
   
  สบายหลังเกษียณ ควรจะมีเงินใช้ประมาณเท่าไหร่ต่อเดือน
   
  ขึ้นอยู่กับว่าต้องการใช้เงินหลังเกษียณต่อเดือนมากน้อยเพียงใด สมมติเกษียณอายุที่ 55 ปี เสียอายุที่ 70 ปี ใช้เดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินก้อนรออยู่ตอนอายุ 55 ปี ราว 5.4 ล้าน
   
  ทำอย่างไรจะสบายหลังเกษียณ และควรเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ลงทุนเดือนละเท่าไหร่ และควรมีระดับการยอมรับความเสี่ยงในแต่ละวัยอย่างไรบ้าง
   
  ควรจะลงทุนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า "ออมก่อนรวยกว่า" ในเบื้องต้นควรลงทุนอย่างน้อย 10% ของรายได้ สำหรับการออมต่อเดือน ขึ้นอยู่กับเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณ หากต้องการเก็บเงิน 1.0 ล้านบาท ที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี จะใช้ระยะเวลาออมประมาณ 15 ปี และควรออมเดือนละ 3,000 บาทค่ะ สำหรับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากมีอายุน้อยจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า เนื่องจากมีระยะเวลาในการลงทุนคงเหลือที่มากกว่าผู้ที่มีอายุมาก สำหรับผู้ที่มีอายุมากควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ และสามารถลงทุนในกองทุน RMF ซึ่งมีหลากหลายนโยบายสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ตามช่วงอายุ
   
  อยากลงทุนใน LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีและสามารถรับความเสี่ยงได้ ควรจะลงทุนในกองทุนอะไรที่ได้ผลตอบแทนสูง และการลงทุนทุกเดือน ดีกว่าลงทุนครั้งเดียวตอนปลายปีหรือไม่
   
  กองทุน LTF ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง (จะมีความเสี่ยงสูงด้วย) ได้แก่ KDLTF, KGLTF, KEQLTF การลงทุนควรมีการทยอยลงทุนทุกเดือน (Dollar Cost Average) เพื่อเป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย ทำให้ต้นทุนไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะการลงทุนครั้งเดียวในช่วงปลายปีมักมีต้นทุนที่สูง โดยคุณอาจแบ่งเงินบางส่วนไว้ลงทุนเป็นก้อนเมื่อหุ้นตก และทยอยลงทุนทุกเดือนบางส่วนเพื่อเป็นวินัยในการลงทุน
   
  สมมุติว่าหลังเกษียณได้เงินมา ๓ ล้านบาทจะออมอย่างไรให้มีเงินใช้ประมาณเดือนละ ๑ หมื่นบาท
   
  ต้องนำเงินที่มีอยู่มาออม หรือลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 4% ต่อปี โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน เพื่อให้มีรายได้จากดอกเบี้ย หรือเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ
   
  ถ้ามีเวลาเก็บเงิน 20 ปี อยากมีเงินสัก 20 ล้านบาท ต้องออมหรือลงทุนอย่างไร
   
  หากยังไม่มีเงินตั้งต้นเลย ต้องออมเดือนละ 26,337 บาท ผลตอบแทน 9% ต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีเงินประมาณ 20 ล้านบาท สำหรับผลตอบแทนที่ประมาณ 9% สามารถกระจายออมเงินใน กองทุนตลาดเงิน15% ตราสารหนี้ระยะยาว 20% ตราสารทุน 50% ตราสารทางเลือก (ทองคำ) 15% สะสมไปเรื่อยๆ ทุกเดือน (อ้างอิง ข้อมูลสถิติย้อนหลังค่ะ)
   
  ออมเงินเดือนละ 3,000 บาทมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว อยากจะมีเงินเก็บสัก 5 ล้านบาท เมื่ออายุ 60 ปี ต้องทำอย่างไรบ้าง ตอนนี้กำลังเพิ่มการออมเงินเป็นเดือนละ 4,500 บาท
   
  หากออมเงินเดือนละ 4,500 บาท ปีละ 54,000 บาท ต้องการมีเงินออม 5 ล้าน ตอนอายุ 60 ปี ต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ 6.89% ต่อปี ระยะเวลาการลงทุน 30 ปี
   
  เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 5 ล้านบาท ควรฝากต่อเพื่อรับดอกเบี้ยหรือลงทุนอย่างไรดี และการวัดความเสี่ยงของรูปแบบการลงทุนมีความถูกต้องแน่นอนหรือไม่
   
  ในกรณีที่คุณมีการสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 5 ปี หากคุณยังไม่เกษียณ สามารถคงเงินหรือโอนไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองใหม่ของบริษัทใหม่ที่คุณทำงานได้ แต่ถ้าหากคุณเกษียณต้องดูเงื่อนไขของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่าสามารถคงเงินในกองทุนได้นานเท่าไร หากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเงื่อนไขระยะเวลา เมื่อนำเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรเลือกลงทุนในเงินฝากและกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นบางส่วน เพื่อเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับเงินลงทุนในระยะยาว ควรลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อให้มีเงินใช้สม่ำเสมอในระยะยาว หรือแบ่งเงินบางส่วนมาลงทุนในทองคำ เพื่อป้องกันอัตราเงินเฟ้อในอนาคต ส่วนการวัดความเสี่ยงฯ โดยการใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม (Customer Risk Profile) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม.2554 เป็นหลักเกณฑ์ให้ผู้ลงทุนทราบถึงความเสี่ยงจากการลงทุน ว่าเหมาะสมกับพฤติกรรมการลงทุนหรือไม่
   
  จะแบ่งสัดส่วนการออมและการลงทุนอย่างไร?
   
  เริ่มแรกให้ออมเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำให้ได้อย่างน้อย 10% ของเงินเดือนก่อน พอสะสมจนได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้ว จึงเริ่มนำเงินออมมาลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
   
  เงินเดือน 50,000 บาท ซื้อ RMF LTF ได้เท่าไร
   
  สำหรับเงินเดือน 50,000 บาท หรือ 600,000 บาทต่อปี ซื้อ LTF ได้สูงสุด 15% ของเงินได้ทั้งปี เท่ากับ 90,000 บาท ซื้อ RMF ได้สูงสุด 15% ของเงินได้ทั้งปี และ เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ เบี้ยประกันแบบบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
   
  กองทุนรวมของกสิกรที่จ่ายปันผลดีดีมีกองไหน ตอนนี้ค่อนข้างปลอดภาระ และกองทุนในกองทุน LTF, RMF เต็มสิทธิทางภาษีแล้ว
   
  สำหรับกองทุนที่มีการจ่ายปันผลดี แนะนำกองทุนเปิด K-Gold ที่มีนโยบายจ่ายปันผลปีละไม่เกิน 4 ครั้ง หรือกองทุนเปิด K-STAR ที่มีนโยบาย Auto Redemption (ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินปันผล) ในกรณีที่คุณต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนระหว่างการลงทุน คุณต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่สามารถรับได้ และระยะเวลาการลงทุนด้วยค่ะ
   
  ตอนนี้เงินฝากดอกเบี้ยขึ้นมากเกือบเท่ากองทุนแล้ว ควรย้ายเงินจากกองทุนไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำ หรือซื้อตั๋วแลกเงินดีกว่าไหม
   
  แนะนำเพิ่มเงินออมในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า (ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 3% คาดว่าจะปรับอีก ถึง 3.5% ในเดือนที่เหลือในปีนี้ค่ะ)
   
  ถ้าลงทุนใน LTF จะถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อเกษียณหรือไม่
   
  การลงทุนใน LTF จะเป็นการออมเพื่อการเกษียณ ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีวินัยในการออม กล่าวคือ LTF จะสามารถขายหน่วยได้ เมื่อครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน หากต้องการจะออมเพื่อเกษียณ ควรจะลงทุนในระยะยาว
   
  ตอนนี้อายุ 35 ออมเงินได้เดือนละ 5,000 บาท อยากมีเงินออมตอนอายุ 55 ซัก 2 ล้าน พอมีโอกาสหรือเปล่าค่ะ ช่วยหาวิธีการออมหรือลงทุนที่ทำให้ประสบความสำเร็จด้วยค่ะ
   
  คุณต้องนำเงินออมเดือนละ 5,000 บาทไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนประมาณ 4.77% ต่อปี โดยคุณ สามารถเลือกลงทุนในกองทุนผสม (ที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นบางส่วน) เพื่อจะได้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คุณต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ด้วย
   
  ตอนนี้ผมอายุ 48 ปีต้องการมีเงินหลังกษียณอายุ 4ล้านบาท จะต้องวางแผนการเงินอย่างไรเพื่อเอาไว้ใช้จ่าย ปัจจุบันมีเงินเดือน 4 หมื่นบาท
   
  จะต้องออมเงินให้ได้เดือนละ 20,000 บาท ในระยะเวลา 12 ปี (ประมาณการเกษียณอายุ 60 ปี) และนำเงินออมที่ได้ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.90% ต่อปี แนะนำให้นำเงินไปลงทุนในกองทุน LTF RMF และประกันชีวิตเพื่อสามารถลดหย่อนภาษีได้
   
  กังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลตอนเกษียณ ควรซื้อประกันสุขภาพเมื่อไหร่ และทุนประกันเท่าไหร่ ปัจจุบันอายุ 30 ปี ใช้สวัสดิการของบริษัท
   
  สามารถเริ่มซื้อได้ทันที (เนื่องจากผู้เอาประกันอายุน้อยเบี้ยจะถูกกว่าอายุมาก และสามารถทยอยปรับความคุ้มครองขึ้นได้เมื่ออายุมากขึ้น) อย่างไรก็ตามพิจารณาสวัสดิการบริษัทควบคู่กันไป ให้รวมกันแล้วได้รับความคุ้มครองค่าห้องที่ราว 2,000 - 3,000 บาท หากอายุมากขึ้นสามารถเพิ่มความคุ้มครองให้มากขึ้นได้ (ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่รักษา)
   
  อยากทราบว่าตอนนี้อายุ 42 ปี จะต้องวางแผนอย่างไร หลังเกษียณจึงมีเงินใช้ต่อเดือน 50,000 บาท ต้องลงทุนแบบมีความเสี่ยงประมาณเท่าไร
   
  หากคุณต้องการเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี (จะมีระยะเวลาออมเงิน 18 ปี) และเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณอีก 20 ปี (ประมาณอายุปัจจุบัน 30 ปี) ต้องการใช้เดือนละ 50,000 บาท จะต้องเก็บเงินในวันนี้ ประมาณเดือนละ 43,000 บาทต่อเดือน (ออมเพิ่มปีละ 5% ต่อปี จนกระทั่งเกษียณ) ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 3% ต่อปี (ลงทุนประเภทตราสารหนี้อย่างเดียว) หากคุณยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากกว่านี้ จะทำให้จำนวนออมในแต่ละเดือนลดลง
   
  ถ้าอายุ 50 ปี แล้วค่อยเก็บเงินเกษียณจะทันหรือไม่
   
  ต้องพิจารณาก่อนว่าคุณต้องการเกษียณเมื่ออายุเท่าไร เช่น ต้องการเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี เท่ากับคุณมีระยะเวลาในการเก็บเงิน 10 ปี หากต้องการใช้เงินหลังเกษียณถึงอายุ 80 ปี (ประมาณอายุขัย) เท่ากับว่าในช่วง 10 ปีนี้คุณต้องเก็บเงินให้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในช่วง 20 ปีข้างหน้า (หลังเกษียณ) หากคุณต้องการใช้เงินเดือนละ 10,000 บาทในช่วงหลังเกษียณ เท่ากับต้องมีเงินอย่างน้อย 2.4 ล้านบาท หรือต้องเตรียมออมเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาทในช่วง 10 ปีนี้ค่ะ
   
  ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2554 หากต้องการลงทุนในกองทุนต้องกรอกแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม (Customer Risk Profile) ถึงจะลงทุนในกองทุนรวมได้ ถ้าไม่ทำสามารถลงทุนได้หรือไม่
   
  ในกรณีที่คุณไม่กรอกแบบสอบถามฯ จะไม่สามารถซื้อกองทุนได้เลย ยกเว้นการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ลงทุนในประเทศ 100% เท่านั้น
   
  อยาก รบกวน ถามว่าตอนนี้ อายุ 33 ปีเท่ากัน สมรสแล้ว เป็นมนุษย์เงินเดือน มีบุตร 3 คน มีรายจ่ายประจำต่อเดือน แต่อยากเกษียนที่อายุ 60 ปีและมีเงิน ใช้จ่าย 10,000 บาทต่อเดือน ต่อเนื่อง จะลงทุนแบบไหนดีที่ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ และต้องเก็บเงินออม เดือนละเท่าไห
   
  เมื่อคิดเงินเฟ้อที่ 3% แล้ว (เฉลี่ยระยะยาว) ค่าใช้จ่าย ณ เกษียณ จะเพิ่มเป็น 22,213 บาทต่อเดือนในอนาคต (จากปัจจุบัน 10,000 บาท) และหากมีอายุยืนถึง 75 ปี ควรมีเงินก้อนราว 3.84 ล้านตอนอายุ 60 ปี ดังนั้น หากรับความเสี่ยงได้ต่ำให้ออมเดือนละประมาณ 7,706 บาท (ผลตอบแทนประมาณ 3% ต่อปี แนะนำให้ลงทุนในตลาดเงิน 28% ตราสารหนี้ระยะยาว 52% ตราสารทุน 15% และทองคำ 5%) หากรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางแนะนำให้ออมเดือนละประมาณ 5,620 บาท (ผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี แนะนำให้ลงทุนในตลาดเงิน 22% ตราสารหนี้ระยะยาว 45% ตราสารทุน 23% และทองคำ 10%) หากรับความเสี่ยงได้สูงแนะนำให้ออมเดือนละประมาณ 4,012 บาท (ผลตอบแทนประมาณ 7% ต่อปี แนะนำให้ลงทุนในตลาดเงิน 20% ตราสารหนี้ระยะยาว 28% ตราสารทุน 40% และทองคำ 8%) อ้างอิงจาก ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังของ Asset class แต่ละประเภท
   
  เงินก้อนโบนัสควรจะโปะหนี้บ้าน (3.7ล้าน) หรือลงทุนใน LTF ดีกว่าเพื่อลดหย่อนภาษี ถ้าคำนวนจากยอด 150,000 บาทที่จะใช้จ่ายในข้อใดข้อหนึ่ง
   
  กรณีโปะหนี้บ้าน คุณจะประหยัดดอกเบี้ยได้ เท่ากับ อัตราดอกเบี้ยที่เสีย กรณีลงทุนใน LTF จะได้รับภาษีคืนตามอัตราภาษีที่คุณเสีย นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้รับกำไรหรือขาดทุนจากการขายคืน LTF ด้วย
   
  ถ้าอีก 3 ปี จะเกษียณ ลงทุนอย่างไร เพื่อมีเงินใช้รายเดือนคะ
   
  ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฝากประจำ การลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือกองทุนรวมที่มีลักษณะ Roll Over เพื่อให้มีจังหวะนำผลประโยชน์ที่ได้รับออกมาใช้จ่ายได้ระหว่างการลงทุน
   
  กรณี ลงทุน LTF เมื่อครบกำหนด 5 ปีแล้ว ต้องการลงทุนต่อควรจะไปทางไหนต่อดีค๊ะ
   
  สามารถขายกองทุน LTF เดิมออกมาได้โดยถูกต้องตามเงื่อนไข และลงทุนซ้ำใน LTF ได้ใหม่ (ซื้อเพิ่มใหม่ในปี 2554 เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีปี 2554) หรือหากลงทุนเต็มวงเงิน LTF แล้ว แนะนำให้ลงทุนใน RMF เพิ่มเติม
   
  กองทุน LTF หากลงทุนถึงปี 2559 แล้ว กองทุนจะแปลงสภาพเป็นกอง Mutual Fund หรือ ปิดกองครับ
   
  กองทุน LTF จะแปลงเป็นกองทุนรวมตราสารทุน (Equity Mutual fund)
   
  อายุ 30 กว่าปี อยากมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 40,000 บาท ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ประมาณ 500,000 บาท จะพอใช้หลังเกษียณไหม แล้วถ้าไม่พอต้องเก็บอีกเท่าไร
   
  สมมติว่าคุณต้องการเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี และ ต้องการใช้เงินหลังเกษียณอายุไปอีก 20 ปี หากต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 40,000 บาท ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ 500,000 บาท ถือว่ายังไม่เพียงพอ หากคำนวณแล้ว จะต้องเตรียม เงินประมาณ 19 ล้านบาท โดย คุณควรออมเดือนละ 33,000 บาท (อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3% ต่อปี จนเกษียณ) สำหรับเงินเก็บจำนวน 500,000 บาท นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 3% ต่อปี จึงจะทำให้คุณ Raveepim สามารถบรรลุเป้าหมายเกษียณอายุได้
   
  สนใจลงทุนใน LTF จะลงทุนที่กองไหนดี
   
  การเลือกลงทุนในกองทุน LTF คุณควรรู้เงื่อนไขการลงทุนคือ ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ต่อปี และไม่เกิน 500,000 บาท รวมถึงเมื่อลงทุนแล้วต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทินด้วย จึงจะขายได้ สำหรับการเลือกลงทุนในกองทุน LTF นั้น ต้องดูนโยบายกองทุนซึ่งนโยบายกองทุน LTF จะมีการลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 65 และมีนโยบายจ่ายเงินปันผล หรือไม่จ่ายเงินปันผล ดังนั้น หากคุณรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก อาจเลือกกองทุนที่จำกัดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะพอช่วยได้ และหากต้องการได้รับผลตอบแทนบางส่วนจากการลงทุนก็สามารถเลือกกองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล แต่ควรให้หักภาษี ณ ที่จ่าย จะได้ไม่มีปัญหาในการคำนวณภาษีในภายหลัง
   
  มีอสังหาริมทรัพย์เป็นที่ดินที่เชียงใหม่ราคาประมาณ 3.5 ล้านบาท.แต่ไม่มีแผนใช้ประโยชน์ ควรถือต่อหรือขายมาลงทุนในกองทุนรวม จึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด
   
  แนะนำให้ดูแนวโน้มของราคาที่ดินแปลงนั้นว่ามีแนวโน้มราคาสูงขึ้นหรือไม่ กรณีมองแล้วราคาน่าจะสูงขึ้นได้อีก แนะนำให้หาผู้เช่าเพื่อสร้างรายได้ประจำจากค่าเช่า แต่ถ้ามองแนวโน้มแล้ว ราคาไม่น่าจะสูงขึ้นได้อีก ก็แนะนำให้ขายและนำมาลงทุน
   
  อายุ 70 กว่าปีแล้ว สามารถลงทุนในกองทุนทองคำได้ไหม
   
  กองทุนทองคำ (K-GOLD) ไม่กำหนดอายุผู้ถือหน่วยลงทุน แต่ก่อนลงทุนคุณแม่ต้องทำแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม (Customer Risk Profile) ก่อนการลงทุน ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวจัดอยู่ในกองทุนที่มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก อาจทำให้เงินต้นที่ลงทุนมีความผันผวนได้ แนะนำการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนตราสารหนี้ 3 เดือน 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน
   
  ซื้อ RMF กองไหนดีที่ให้ผลตอบแทนสูง เพราะต้องถือยาว และไม่มีเวลาติดตามสับเปลี่ยนกองทุน สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง
   
  สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยง จากการลงทุนในระดับ ปานกลาง มี 2 กองทุนที่แนะนำ คือ กองทุน KFLRMF มีนโยบายการลงทุนในหุ้น ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึง 100 กล่าวคือ ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ปรับพอร์ตได้ อีกกองทุนคือ กองทุน KGDRMF มีนโยบายการลงทุนในทองคำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
   
  การลงทุนในกองหุ้นที่มีเงินปันผลกับไม่มีเงินปันผลต่างกันอย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนเหมาะสมกับเรา
   
  การลงทุนในกองทุนที่มีเงินปันผล หากกองทุนมีกำไรจะจ่ายเงินปันผลให้ตามนโยบายกองทุน เหมาะกับผู้ที่ลงทุนแล้วต้องการได้รับผลตอบแทนบ้างในระหว่างการลงทุนโดยไม่ต้องขายหน่วยลงทุนออกมา หากเลือกกองทุนลักษณะนี้ แนะนำให้หักภาษี ณ ที่จ่าย จะได้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี ส่วนกองทุนที่ไม่มีเงินปันผลนั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการได้รับผลตอบแทนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย (ไม่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย) เมื่อขายหน่วยลงทุน
   
  ถ้าซื้อกองทุน LTF ในปี 2559(ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ยังคงเป็นกอง LTF อยู่) จะต้องถือไปอีก 5 ปีเพื่อให้ครบเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีหรือไม่ครับ
   
  กรณีที่ซื้อกองทุน LTF ในปี 2559 คุณสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2559 ได้โดยต้องคงเงิน ไว้อีก 5 ปีปฏิทิน (ขายได้เร็วที่สุด ปี 2563)
   
  จะลงทุนในกองทุน LTF, RMF ต้องทำแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม (Customer Risk Profile) ด้วยหรือไม่ สามารถศึกษาก่อนทำได้จากที่ไหน
   
  เนื่องจากแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนเป็นเกณฑ์ของสำนักงานก.ล.ต ที่ให้บลจ. บล. และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องถือปฏิบัติ ทั้งนี้หากคุณเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมจะได้รับหนังสือต้นกล้า ซึ่งมีรายละเอียดการทำแบบสอบถามอยู่ในนั้น สามารถศึกษาก่อนได้
   
  ช่วยแนะนำกองทุนผสมที่มีผลตอบแทน 4.75% ต่อปี สามารถรับความเสี่ยงได้สูง
   
  แนะนำกองทุนเปิด K-PLAN 2 ซึ่งเป็นกองทุนผสมที่มีอัตราส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30% ส่วนที่เหลือลงในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หุ้นกู้ ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี (วันที่ 21 มิถุนายน 2554) เท่ากับ 6.44% ต่อปี
   
  ฝากถามว่าการลงทุนในหุ้นสหกรณ์ ดอกเบี้ยรอยละ 6 ต่อปีเป็นการลงทุนหลังเกษียณที่ให้ผลตอบแทนดีหรือไหม ถ้าเทียบกับการลงทุนในกองทุนอื่นๆ
   
  หากมองในแง่ของผลตอบแทนที่ 6% ต่อปี ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่เกษียณอายุ หรือ กำลังจะเกษียณอายุ อย่างไรก็ตาม ควรแบ่งการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ด้วย เนื่องจากหากคุณลงทุนในหุ้นสหกรณ์เพียงประเภทเดียว เปรียบเสมือนเป็นการนำไข่ที่มีทั้งหมดมาใส่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน แนะนำให้คุณกระจายการลงทุนในประเภทตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้เอกชน เพื่อให้มีรายได้สม่ำเสมอในยามเกษียณ นอกจากนี้อาจจะลงทุนในทองคำ เพื่อปกป้องมูลค่าของเงินไม่ให้เสื่อมค่าจากอัตราเงินเฟ้อ
   
  ต้องการลงทุนในกองทุนเปิด K-GOLD อย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือน มีจำกัดการลงทุนขั้นต่ำหรือไม่ ว่าแต่ละเดือนต้องลงทุนเท่าไหร่ ในกรณีที่ไม่เคยซื้อกองทุนนี้มาก่อน
   
  สำหรับบริการตัดบัญชีเงินฝากเพื่อซื้อกองทุนสม่ำเสมอ หรือ ที่เรียกว่า บริการ K-Saving Plan นั้น สามารถให้ตัดบัญชีได้ขั้นต่ำเดือนละ 500 บาท และ สามารถเลือกวันที่ในการให้ตัดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนได้ ทุกวันที่ 25-1 ของทุกเดือน อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีที่ลงทุนกองทุน K-GOLD เป็นครั้งแรก จะต้องเปิดบัญชีเพื่อลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท หลังจากนั้นหากต้องออมเป็นรายเดือนสม่ำเสมอ ก็สามารถใช้บริการ K-Saving Plan ตามเงื่อนไขข้างต้น
   
  กรณีที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ควรเลือกลงทุนในกองทุนประเภทไหน หากสามารถรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง
   
  สามารถลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปได้ทุกประเภท แต่ไม่แนะนำให้ลงทุนในกองทุน LTF หรือ RMF เนื่องจากไม่มีภาระภาษี สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง แนะนำเป็นกองทุนรวมหุ้น หรือ กองทุนรวมต่างประเทศ เช่น กองทุนรวมน้ำมัน, กองทุนรวมทองคำ เป็นต้น
   
  นอกจากกองทุน LTF, RMF และประกันชีวิตแล้ว ยังมีการออมเงินรูปแบบใด ที่มีความเสี่ยงไม่มากนัก
   
  รูปแบบการออมเงินเพื่อเกษียณอายุ จะอยู่ในรูปของกองทุนประกันสังคม และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม การออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมด คุณสามารถออมในรูปแบบทั่วๆ ไป ได้ เช่น เงินฝาก, กองทุนรวมทั่วไป เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้, กองทุนรวมตราสารทุน, กองทุนรวมทองคำ, กองทุนรวมน้ำมัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจากการลงทุน, อายุ และ วัตถุประสงค์ของการลงทุนเป็นหลัก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ วินัยในการออมในระยะยาว
   
  เงื่อนไขการลงทุนในกองทุน LTF เป็นอย่างไร
   
  การลงทุนในกองทุน LTF ซึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี กำหนดให้มีการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม ดังนั้นกองทุนรวม LTF จึงถือว่าเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีเงื่อนไขการลงทุนดังนี้ -ลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปีปฏิทิน -ลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 15% จากเงินได้ และไม่เกิน 5 แสนบาท เช่น รายได้ทั้งปีอยู่ที่ 1,000,000 บาท จะสามารถซื้อได้สูงสุด 150,000 บาท และไม่แนะนำให้ลงทุนเกินสิทธิ 15% เพราะจะต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทินและกำไรจากการขายหน่วยลงทุนยังต้องเสียภาษี -มีผลใช้ได้จนถึงยอดเงินลงทุนซื้อหน่วยลงทุนของปี 2559 เท่านั้น -ซื้อปีไหนได้รับการลดหย่อนภาษีในปีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี
   
  เงื่อนไขการลงทุนในกองทุน RMF เป็นอย่างไร
   
  กองทุน RMF เป็นกองทุนสำหรับการออมเพื่อการเกษียณอายุ และได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมคือสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ กองทุน RMF ทุกกองทุนจะไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้น ต้องการให้นำเงินผลประโยชน์ทั้งหมดจากการลงทุนไว้ใช้หลังยามเกษียณอายุแล้วเท่านั้น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการออมระยะยาว เพื่อการเลี้ยงชีพของผู้ถือหน่วยลงทุน ซึ่งมีเงื่อนไขการลงทุน และนโยบายการลงทุน คือ - ต้องลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท ต่อปี หรือ 3% ของเงินได้ และลงทุนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันบำนาญหรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในปีภาษีนั้นต้องไม่เกิน 500,000 บาท - ต้องลงทุนจนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลงทุนอย่างต่ำ 5 ปีเต็ม นับแต่วันที่ซื้อครั้งแรก ยกเว้นเมื่อทุพพลภาพหรือเสียชีวิต (ต้องซื้อทุกปีจนถึงอายุ 55 ปี) - ต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน - มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายให้เลือก ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำ คือ ลงทุนในตราสารหนี้ จนถึง ความเสี่ยงสูง คือ ลงทุนในหุ้น ทองคำ - ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล